แทงบอลผ่านเว็บ ไทยหมดสิทธิ์เข้าร่วมฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย

แทงบอลผ่านเว็บ
แทงบอลผ่านเว็บ ทีมชาติไทยหมดสิทธิ์เข้าร่วมศึกฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพในปี 2018 แบบเป็นทางการแล้วนะครับ หลังจากลงเล่นในรอบคัดเลือก (รอบ 12 ทีมสุดท้าย โซนเอเชีย) ไป 7 นัด โดยสะสมได้เพียงแค่แต้มเดียวเท่านั้น ทีวีบางช่องพยายามบอกว่าสถิติของทีมชาติไทยชุดนี้แย่กว่าตอนที่เข้ารอบ 10 ทีมสุดท้ายในการคัดบอลโลก ปี 2002 เสียอีกนะครับ เพราะตอนนั้นทีมชาติไทยสะสมได้ 4 แต้ม จากการเสมอ 4 และแพ้ 4 เหมือนต้องการจะสื่อว่ามาตรฐานของทีมชาติไทยต่ำกว่าเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เพียงแต่ทีวีช่องนั้นดันไม่ยอมบอกท่านผู้ชมว่าในรอบคัดเลือก ณ ขณะโน้น มันไม่มีทีมอันดับ 1 และอันดับ 2 ของทวีปอย่าง ญี่ปุ่น กับ เกาหลีใต้ ที่เป็นเจ้าภาพ เวิลด์ คัพ ฉบับเอเชียร่วมกัน

อันที่จริง หากจะว่ากันตรงๆ แบบไม่เกรงใจในความเป็นคนไทยที่มีความชาตินิยมสูง ขอบอกว่าทีมชาติไทยของเราตกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก โซนเอเชีย อย่างไม่เป็นทางการ ตั้งแต่ผ่านเข้ามาถึงรอบ 12 ทีมสุดท้ายแล้วล่ะครับ เนื่องเพราะในการศึกครั้งนี้ไม่มีทีมในพิกัดเดียวกัน หรือวรรณะอ่อนกว่าเรามาให้เราเชือด…เชือดนิ่มๆ เหมือนใน ซีเกมส์ หรือ อาเซี่ยน คัพ – มีแต่ “ของจริง” อย่าง ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, ซาอุดิอาระเบีย, สหรัฐ เอมิเรตส์ และโดยไม่เว้นแม้แต่ อีรัก ที่เราเคยเอาเขาอยู่ในรอบก่อนหน้านี้

ยิ่งระบบการคัดเลือกแบบพบกันหมดแบบเหย้า-เยือน ในกลุ่มที่มี 6 ทีม โดยต้องสะสมแต้มให้ได้มากที่สุดไม่ต่างจากระบบ “มินิลีก” แบบนี้ ยิ่งไม่มี “ฟัคกลิ้งฟลุค” ครับ ไม่มีแบบจับผลัดจับพลูอุดประตูยันเสมอได้สำเร็จแล้วยิงจุดโทษชนะ เพื่อผ่านเข้ารอบต่อไป ฉะนั้น & ฉะนี้ ทีมที่แข็งแกร่งจริงๆ เท่านั้นถึงจะฝ่าด่านอรหันต์เข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายของฟุตบอลโลกได้สำเร็จ ซึ่งแน่นอนว่าทีมชาติช้างศึกของเรายังพัฒนาตัวเองไปไม่ถึงจุดนั้น ในเมื่อทราบแบบนี้แล้ว แฟนบอลไทย และชาวพุทธหัวรุนแรงคนหนึ่งอย่างไอ้กระผมก็เลยไม่ได้คาดหวังอะไรมากจนถึงไม่ได้คาดหวังอะไรเลย (สาบาน) นอกจากความหวังที่ว่าจะได้เห็นพวกเขาเล่นให้ดีที่สุดพลางแสดงความมุ่งมั่นและทุ่มเทออกมาแบบ 80,000 ตีนช้างถีบ เพื่อสร้างความประทับใจให้แฟนบอลชาวไทยให้ได้มากที่สุดก็พอ

การโดนถีบกระเด็นตกรอบ หลังจากผ่านไป 7 นัด แทงบอลผ่านเว็บ จึงเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจและยอมรับได้ไม่ยาก เพียงแต่ขอให้เก็บความล้มเหลวหรือความผิดพลาดที่ได้รับในการศึกครั้งนี้เอาไว้เป็นบทเรียน เพื่อนำไปปรับปรุงและแก้ไขต่อไปในภายภาคหน้าก็แล้วกัน พูดถึง “จุดอ่อน” ของทีมชาติไทย เมื่อก้าวขึ้นมาเล่นในเวทีใหญ่ระดับนี้ก็ยังเหมือนเดิมนั่นแหละ มันเหมือนกับที่ผมเคยเห็นมาตั้งแต่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว แม้ในปัจจุบัน มาตรฐานของทีมชาติไทยสูงขึ้นกว่าเดิมเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความฟิต – ความมีวินัย หรือวิธีการเล่นที่เป็นระบบและมีทีมเวิร์คมากขึ้น รวมถึงความเป็นมืออาชีพ ซึ่งทั้งหมดจัดเป็นผลพลอยได้ที่เกิดจากการมีฟุตบอลลีกที่แข็งแกร่งมากขึ้น

ปัญหาคือจุดอ่อนเดิมๆ มันก็ยังวนเวียนอยู่คู่กับทีมชาติไทยมานานกว่า 30 ปี นั่นคือความเฉียบคมและเด็ดขาดในจังหวะที่ชี้เป็นชี้ตาย สังเกตได้เลยนะครับว่าเรามีปัญหาในจุดนี้ทั้งในเกมรุกและเกมรับ แถมไม่เคยกำจัดออกไปได้ซะด้วย “เกมรับ” เรามักจะเสียประตูง่ายๆ หรือเสียประตูดื้อๆ บ่อยครั้งที่บทจะเสียประตูก็เสียแบบไม่มีเหตุผลและไม่ต้องการความเข้าใจใดๆ ทั้งสิ้น มิหนำยังมักเสียประตูอย่างรวดเร็วอีกต่างหาก บางนัดอุตส่าห์เล่นเกมรับได้ดีแล้วเชียว ขณะฟอร์มการเล่นโดยรวมก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไร สุดท้ายก็มีอันต้องตกม้าคอหักตาย ยกตัวอย่างเกมที่เจอกับ ออสเตรเลีย ในบ้าน

ขอบอกว่านั่นคือเกมที่เราโชว์ฟอร์มได้ดีที่สุดนัดหนึ่ง ในรอบนี้จนเกือบจะพุ่งเข้าชนชัยชนะ เป็นเกมแรกอยู่รอมร่อ สุดท้ายก็มีอันต้องเสียประตูดื้อๆ จนถูกคู่แข่งที่เล่นไม่ดีตีเสมอได้สำเร็จ…ซะอย่างนั้น! ไอ้ที่เกมรับไม่ดี ประการหนึ่งก็เพราะคุณภาพของผู้เล่นในตำแหน่งกองหลังยังไม่ดีพอนั่นแหละ แถมยังเล่นเกมรับกันไม่ค่อยดีอีกต่างหาก ตรงจุดนี้ต้องแยกออกจากกันนะครับ เพราะว่ามันคนละส่วน กล่าวคือทีมชาติชุดนี้มีผู้เล่นในตำแหน่งปราการหลังที่ดีแค่ในระดับหนึ่ง เพียงแต่มันยังไม่ถึงระดับทวีป หรือเรียกว่าชั้นแนวหน้า นอกจากนี้ทรัพยากรกองหลังที่มีอยู่ก็ยังเล่นเกมรับได้ไม่ดีพอด้วย ซึ่งจุดนี้มันอยู่ที่วิธีการเล่นนะครับ ไม่ใช่คุณภาพของผู้เล่น

คิดง่ายๆ ขนาดเล่นในระดับภูมิภาค เวลาเจอคู่แข่งที่วรรณะต่ำกว่าอย่าง อินโดฯ หรือ มาเลย์ฯ เราก็ยังอุตส่าห์เสียประตูให้พวกเขาแบบง่ายๆ เลยครับคุณ บางทีอาจเพราะฟุตบอลลีกแบบไทยๆ ยังไม่ได้สร้างปราการหลังที่เก่งกว่านี้มาประดับทีมชาติ หรือบางทีอาจเพราะโค้ช ซึ่งเป็นอดีตกองหน้าอาจไม่ถนัดกับการวางแผนเล่นเกมรับ…ก็..เป็น..ได้ ทีนี้มาดู “เกมรุก” กันบ้าง นับตั้งแต่ “เดอะตุ๊ก” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ทำแฮตทริคใส่ทีมชาติญี่ปุ่น เมื่อประมาณ 30 กว่าปีที่แล้ว ผมก็ไม่เคยเห็นกองหน้าทีมชาติไทยคนไหนที่ทำแบบนั้นได้อีกเลย ว่าแล้วการทำลายตาข่ายคู่แข่งให้สิ้นซากจึงเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่อยู่คู่กับทีมชาติไทยมาตลอด

จังหวะที่ควรจะยิงประตูได้ เรามักจะทำไม่ได้ หรือทำได้ไม่ดีพอ ในการพ่ายศึกครั้งล่าสุดที่ ไซตามะ บ่งถึงปัญหาตรงจุดนี้ได้อย่างชัดเจนมาก เพราะเราสร้างเกมรุกขึ้นไปหาจังหวะจบได้พอสมควรนะครับ แต่พอถึงจังหวะสุดท้ายที่ต้องเอาให้ตายกลับจะยิงไม่ดีบ้าง ยิงไม่ถนัดบ้าง ตะบันออกไปเองบ้าง หรืออุตส่าห์หาจังหวะได้แล้ว แทงบอลผ่านเว็บ แต่ดันไม่ได้สับไกยิงบ้าง พุทโธ่…ขนาดได้จุดโทษ ยังยิงไม่เข้าเลยครับคุณ มันคงเป็นอย่างที่อดีตศูนย์หน้าระดับตีนพระกาฬอย่าง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เคยหล่นคำเอาไว้นั่นแหละครับ “เพชฌฆาตหน้าทารก” บอกประมาณว่า…มันไม่มีหรอก ผู้รักษาประตูที่โคตรเซฟน่ะ มันมีแต่มึงนั่นแหละที่ยิงไม่ดีพอ!

เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจอคู่แข่งที่แข็งแกร่งกว่า – เมื่อไหร่ก็ตามที่โดนคู่แข่ง (ในระดับนี้) ยิงนำไปก่อน มันก็กลายเป็นเรื่องยากที่จะทวงประตูคืนกลับมา ในทางตรงกันข้าม – เมื่อไหร่ก็ตามที่อุตส่าห์ทำประตูนำคู่แข่งได้ เราก็พร้อมที่เสียประตูคืนให้เขาตลอดเวลา บทสรุปก็คือมาตรฐานของทีมชาติไทยในยุคปัจจุบัน แม้จะยกตูดตัวเองให้สูงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า แต่ก็ยังคงต่ำกว่าคู่แข่งในระดับทวีปอยู่หลายก้าว ซึ่ง ญี่ปุ่น กับ เกาหลีใต้ ก็มักจะเจอปัญหาในลักษณะเดียวกันกับเรานี่แหละ เมื่อพวกเขาเข้าไปเจอคู่แข่งที่หินกว่าในรอบสุดท้ายของฟุตบอลโลก

ฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาต้าร์ในอีก 5 ปีข้างหน้าจึงอาจจะยังห่างเกินไปสำหรับทีมชาติไทยอยู่ดี แต่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในครั้งต่อๆ ไปน่าจะเขยิบเข้าใกล้ประเทศไทยมากขึ้น อย่างน้อยก็ในชาตินี้สำหรับเด็กที่เพิ่งเกิดใหม่ 555 ว่าแล้วก็อยากให้แฟนบอลระดับ “โปรไลเซ่น” ที่พบเห็นได้อย่างชุกชุมในโลกโซเชี่ยลนึกถึงตอนที่ทีมชาติไทยของเรานั่งเบียดกับความตกต่ำดำดิ่งแบบสุดๆ แล้วนำมาเปรียบเทียบกับสภาพของทีมชาติไทยในยุคปัจจุบัน

ทีมชาติไทยและนาทีนี้กลับมาเป็นหมายเลขหนึ่งในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เหมือนเดิมแล้วนะครับ เมื่อเราผูกขาดทั้งเหรียญทองซีเกมส์ และแชมป์ อาเซี่ยน คัพ เป็นที่เรียบร้อย ที่สำคัญคือเราสามารถผ่านเข้าไปถึงรอบ 12 ทีมสุดท้ายของการคัดบอลโลก โซนเอเชีย โดยที่ทั้ง ญี่ปุ่น และ เกาหลี ไม่ได้หายหน้าหายตาไปไหนเหมือนในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก เมื่อ 15 ปีที่แล้วซะด้วย นั่นหมายความว่าเราบรรลุเป้าหมายแรกที่ตั้งเอาไว้แล้ว…มิใช่หรือ ส่วนเป้าหมายต่อไปที่สูงขึ้น มันก็ต้องใช้เวลา เพียงแต่แฟนบอลไทยบางจำพวกลืมง่าย เมื่อไม่ได้ดั่งใจ กูก็ขอหลับหูหลับตา “ดราม่า” เอาไว้ก่อน นี่แหละสิ่งที่อยู่คู่กับทีมชาติไทยในยุคปัจจุบัน

สุดท้ายกลับย้ายมายัง เชลซี ดังนั้นจะมีเหตุผลใดอีกที่ อาซาร์ อยากกลับไปกินฝันเก่า อาร์เซน่อล เลิกพูด ส่วน มาดริด ก็ยากแล้วเรย์ วิลกิ้นส์ ออกมาบอกว่า เชลซี หากจะปล่อยตัว อาซาร์ ไป มาดริด จริง คงต้องหาตัวแทนมาให้ได้ และเท่าที่ดู อาซาร์ นั้นไม่สามารถทดแทนได้ อดีตกัปตันทีมเชลซี และอดีตมือขวาในถิ่นสแตมฟอร์ด แทงบอลผ่านเว็บ บริดจ์ ยังบอกอีกว่า สำหรับเขา อาซาร์ คือท็อป 5 ของโลกแล้ว สำคัญที่สุด หากเชลซีอยากจะยกระดับสโมสรไปสู่กลุ่ม “อีลิท” จำเป็นต้องเสริมทัพ ไม่ใช่ขายนักเตะที่ดีสุดออกไป แล้วเท่าที่ทราบ เชลซี ของมิสเตอร์อับราโมวิช ก็ไม่ได้ตกอยู่ในสถานะร้อนเงินแต่ประการใด

มองภาพรวม ไม่มีเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้นที่ เชลซี จะไม่รั้งอาซาร์ไว้ วิลกิ้นส์ ทิ้งท้ายได้น่าสนใจ “สิ่งที่พวกเขาทำมาตลอด 10-12 ปีหลัง แทบจะเรียกได้ว่าปรากฏการณ์ นับแต่ อับราโมวิช เข้ามาเทคโอเวอร์ พวกเขากำลังมุ่งหน้าสู่การเป็นทีมที่ดีที่สุด แล้วพวกเขาจะขายนักเตะที่ดีที่สุดทำไม ? พวกเขาจะไปถึงจุดนั้นไม่ได้ถ้าพวกเขาขาย อาซาร์” สถานะของ เชลซี มั่นคงตราบใดที่ โรมัน อบราโมวิช ยังอยู่ พวกเขาไม่ใช่สโมสรเกิดใหม่อย่างที่โดนกระแนะกระแหน เพียงแต่พวกเขาเติบโตเร็วเกินไปในช่วง 10 กว่าปีหลังมานี้ มันเร็วจน “ทีมใหญ่” อื่นๆ บางทีก็ตามพวกเขาไม่ทันเหมือนกัน