สำนักข่าวเนชั่น- 23 มิ.ย 54- ปชป. ปราศรัยใหญ่ราชประสงค์ เปิดคลิปยันชุดดำแฝงตัวเสื้อแดงฆ่าประชาชน-เผาบ้านเผาเมือง "อภิสิทธิ์" ปราศรัยร่ายยาว อาสาล้างพิษ "ทักษิณ" ลั่นเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญที่สุดในชีวิต วอนประชาชนเลือกทางเดิน-สะอื้น ยอมรับ10 เมษาฯทุกข์สุดในชีวิต -นอนร้องไห้นาน- “สุเทพ”ยัน 19 พ.ค. สลายชุมนุมไม่มีคนตาย “ชวน”เล่าซ้ำ ย้ำมีพวกหวังปลุกระดมต่อต้านพวกเห็นต่าง-ด่าสถาบัน "กรีด"อย่าเลือกมือสมัครเล่น- " ณัฐวุฒิ" โต้ "สุเทพ" ทันควัน ใช้ข้อมูลเก่า "พูดเรื่องเดิม แต่เพิ่มร้องไห้" จวกพูดเหมือนเป็น รปภ.ราชประสงค์ไม่ใช่รองนายกฯ ขณะที่"จตุพร"เขียนจม.ถึง"อภิสิทธิ์" หยุดยัดเยียดข้อหาเสื้อแดงเผาเมือง "กรุงเทพโพลล์"เปิดผลสำรวจ“คะแนนนิยมคนกรุงโค้งที่ 3" "พท."แรงไม่หยุด "อภิสิทธิ์" ปราศรัยร่ายยาว อาสาล้างพิษ "ทักษิณ"
"อภิสิทธิ์" ปราศรัยร่ายยาว อาสาล้างพิษ "ทักษิณ"
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์บริเวณลานหน้าห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลเวิลด์ ย่านราชประสงค์ ในหัวข้อ "ดับไฟประเทศ" ว่าเมื่อ 21.10 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ขึ้นเวทีปราศรัยท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องของประชาชนที่มาให้กำลังใจโดยนายอภิสิทธิ์ ใช้เวลาปราศรัยนาน 1ชั่วโมง 30 นาที
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้มีความหมายยิ่งใหญ่กว่าการปราศัยทางการเมืองมาก ทั้งนี้สถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความขัดแย้ง สัญลักษณ์ของความสูญเสียของประชาชนของประเทศในช่วงปีที่ผ่านมา ดังนั้นอยากให้พวกเราทุกคนกรุณายืนขึ้นสงบนิ่งสักหนึ่งนาทีเพื่อรำลึกถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับทุกคนและประเทศชาติและตั้งสติร่วมกันว่าเราจะพาประเทศเดินไปข้างหน้าด้วยสติด้วยเหตุด้วยผล
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่าพรรคประชาธิปัตย์ทำไมจึงมาตั้งเวทีที่นี่ บางคนวิตกกังวลว่าเราจะมาเติมไฟจะมาสร้างความขัดแย้ง ตนยืนยันว่าไม่ใช่ ที่ตัดสินใจมาที่นี่วันนี้เพื่อจะบอกว่าพื้นที่ราชประสงค์เหมือนกับพื้นที่ทุกตารางนิ้วในประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกคน ตนพาพี่น้องมาที่นี่เพื่อให้ชาวไทยและชาวโลกรู้ว่าหลังวันที่3ก.ค. เราจะการเริ่มต้นประเทศไทยเดินหน้าประเทศไทยสร้างความเชื่อมั่นให้ชาวโลกอีกครั้งหนึ่ง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้อยากมาแสดงเจตนาของว่าถ้าบ้านเมืองจะเดินหน้าต่อไป สู่ความปรองดองที่แท้จริงนั้น จะต้องทำอะไร และคนอย่างตนที่เป็นนายกมาสองปีกว่า อาสาตัวตั้งใจจะทำอะไร ตนคงต้องพูดถึงเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมา ตนไม่มีเจตนาตำหนิใคร ใส่ร้ายใครและไม่ลงรายละเอียดถึงคนที่จะมาตอบโต้หลังจากวันนี้ แต่อยากจะบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นสองปีที่ผ่านมา มีความสูญเสียกับชีวิตคนไทยกับทรัพย์สินกับธุรกิจ อยากจะเปิดใจว่าช่วงเหตการณ์วิกฤตวันนั้นคนอย่างตนคิดอย่างไรและจะให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะพาประเทศไทยเดินไปอีกสี่ปีหรือไม่ เพราะตนต้องยืนยันกับพี่น้องด้วยความสัตย์จริงว่าในช่วงที่มีความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับชีวิตของทุกคน จะเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ชุมนุมหรือประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อีเหน่ ความสูญเสียที่เกิดกับธุรกิจ นั่นคือความทุกข์มากของตนในช่วงที่ผ่านมา
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้ตนต้องมาพูดให้ชัดว่าสาเหตุของปัญหาที่ตนพยายามแก้ไขมาสองปีอยู่ที่ไหน และเราจะเดินหน้าอย่างไร ต้องเอาความจริงมาพูดเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ตนเปิดเผยหลายสิ่งผ่านเฟสบุ๊คที่สื่อสารไปถึงประชาชน อยากจะบอกว่าวันที่ตนได้รับเสียงข้างมากในสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ตนรู้ว่าเวลาของตนที่ปฏิบัติหน้าที่จะยากขนาดไหนเพียงไร มีคนถามอยู่เรื่อยว่าเป็นนักการเมืองอาสาตัวมาเป็นนายกฯถ้ารู้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะเป็นอย่างนี้คิดจะมาเป็นนายกหรือไม่ ตนตอบเสมอว่าตนไม่มีสิทธิ์เลือก เพราะขณะนั้นบ้านเมืองเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ตนไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบ หน้าที่ตนทำอย่างไรบ้านเมืองเดินหน้าผ่านวิกฤติได้เท่านั้น และตนเชื่ออาจจะเป็นเพราะว่าตนเป็นคนมองโลกในแง่ดีกว่าถ้าทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ด้วยความทุ่มเท ถ้ารับฟังเสียงของประชาชนทุกกลุ่ม เราจะฟันฝ่าปัญหาต่างๆได้
“แต่ตั้งแต่เป็นนายกฯวินาทีแรกแม้แต่จะเดินทางมาจากสภาผมยังต้องหลบการขว้างปาก้อนอิฐก้อนหิน และมีการราดน้ำมันใส่รถ ส.ส.ที่เลือกผมเป็นนายก มีการคัดค้านต่อต้านขัดขวางการลงพื้นที่ของผม ผมก็ทำหน้าที่ ที่ไหนประเมินว่าพอไปได้มีคนมาโห่ไปไล่ แต่ถ้าไปแล้วเป็นประโยชน์ผมต้องไป แต่ถ้าที่ไหนไปแล้วพี่น้องจะตีกัน จะปะทะกันกับเจ้าหน้าที่ผมยอมหลีกเลี่ยง เพราะไม่ต้องการเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้ง ผมพยายามพิสูจน์สิ่งเหล่านี้โดยลำดับด้วยความอดทนอดกลั้น ใครที่บอกว่าผมหรือปชป.เป็นคู่กรณีความขัดแย้งสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งต้องทบทวนเหตุการณ์จริง”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การขัดขวางลงพื้นที่นั่นเรื่องหนึ่ง แต่การประชุมอาเซียนที่พัทยา ตนติดไฟแดงถูกมวลชนล้อมหน้าหลังทุบกระจกจนต้องหนีกลับมากทม. ซึ่งก็ไม่มีเงื่อนไขใดที่จะมาปฏิบัติกับตนอย่างนั้น และสุดท้ายการล้มประชุมอาเซียนก็เกิดขึ้น ต่อมาก็เกิดเหตุที่กระทรวงมหาดไทย ที่เขามาล้อมรถทุบตีรถ อยากจะบอกกับพี่น้องว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง วันนั้นเชื่อหรือไม่ว่าเป็นวันแรกที่ตนใช้รถกันกระสุน รถคันนั้นได้ใช้วันเดียว พังจนไม่สามารถซ่อมกลับมาใช้ใหม่ได้ รอดมาได้ด้วยความมหัศจรรย์อย่างแท้จริง ดังนั้นตนมีสิทธิที่จะพูดมากที่สุดว่าไม่คิดแก้แค้นใคร แต่ไม่เคยพูดประโยคนี้เพราะตนไม่เคยแค้นใคร
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ตนเดินหน้าแก้ปัญหาปี 52 ในเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดรอบกรุงจนหตุการณ์สงบ ไม่มีผู้ใดเสียชีวิต แต่ก็ไม่เคยได้ยินจากปากของตนเลยว่าเป็นชัยชนะ แต่ตนพยายามเอื้อมมือไปหาคนที่ต่อต้านว่าเหตการณ์ที่เกิดขึ้นตรวจสอบตนโดยสภา กมธ. ให้สบายใจว่าคนอย่างตนไม่เคยคิดทำร้ายประชาชนไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม แต่ในที่สุดเขาก็ไม่ลดละความพยายาม เขาอุตส่าห์ทำคลิปเสียงเผยแพร่ไปยังมวลชนว่าตนสั่งฆ่าประชาชน ทั้งที่ไม่มีคนเสียชีวิต ตนถึงต้องบอกว่าบางทีต้องเห็นใจ ถ้ารับข้อมูลไปผิดๆ อารมณ์ความรู้สึกก็ย่อมนำไปสู่การตัดสินใจในการกระทำหลายอย่าง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ต่อมาปี 53 เหตุการณ์จึงรุนแรงมากขึ้นเพราะว่าศาลได้ตัดสินยึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ 4.6 หมื่นล้านบาท คดีนี้เหมือนกับคดีที่ศาลพิพากษาคุณทักษิณไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตนเลย และคดีที่ตัดสินให้คุณทักษิณติดคุกก็ไม่ได้เกิดในยุคที่ตนเป็นรัฐบาล แต่เขาต้องทำทุกวิถีทางที่จะกดดันให้ตนเป็นคู่ขัดแย้ง เพราะในที่สุดเขาต้องการที่จะล้มรัฐบาลของตน
“แต่สิ่งที่น่าเสียดายคือคนที่พาเขามาหรือชักจูงเขามาหรือปลุกระดมเขามามีเจตนาช่วยเขาจริงหรือไม่ หรือเพียงแต่ต้องการใช้เป็นเครื่องมือไปสู่สิ่งอื่น วันนั้นแรงกดดันมากมาย ด่าผมทุกวันว่าทำไมไม่สลายการชุมนุม แต่เขาวางแผนไว้หลายชั้น เขาอาศัยการเผยแพร่ไปยังต่างประเทศ ชุมนุมครั้งไหนมีป้ายภาษาอังกฤษเยอะมาก และมีสื่อต่างประเทศมาทำข่าว เขาต้องการเผชิญหน้าของรัฐบาลให้เห็นว่ารัฐบาลจะใช้กำลังสลายการชุมนุมพี่น้องที่มาเรียกร้องประชาธิปไตย
นายอภิสิทธิ์ คนที่มีอำนาจในการตัดสินใจ อย่าง ศอฉ.เราคุยกันตั้งแต่วันแรก พล.อ อนุพงษ์ เผ่าจินดาถูกด่าจากหลายฝ่าย แต่เราเห็นตรงกันคือจะปฏิบัติการอะไรต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความรุนแรงและสูญเสียจนถึงที่สุด เหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. เห็นไหมว่าทหารพยายามเข้าไปขอคืนพื้นที่จนบ่ายถึงหกโมงไม่มีความสูญเสียเลยเพราะเขาเคร่งครัดกฎการใช้กำลัง แต่พอตอนค่ำขณะที่มีการถอนกำลังกลับมาแล้วเกิดการยิง เอ็ม 79 ยิงระเบิดจนนายทหารเสียชีวิต นั่นแหละความวุ่นวายจึงเกิดขึ้น แต่สิ่งที่อยากจะบอกคือตนเห็นผู้บังคับบัญชาหลายคนน้ำตาซึม ผู้ใต้บังคับบัญชาที่เป็นนายทหารที่มีคุณภาพต้องมาสูญเสียในเหตุการณ์นั้นเจ้าหน้าที่ที่โรงพยาบาลเขาบอกว่าไม่เคยมียุคไหนเหตุการณ์ใดที่มีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บและบาดเจ็บสาหัสเท่าวันที่ 10 เม.ย.
"มาร์ค"สะอื้น รับ 10 เมษาฯ ทุกข์สุดในชีวิต-นอนร้องไห้นาน
“ผมบอกกับพี่น้องว่าคืนวันที่ 10 เม.ย. คือคืนที่ผมทุกข์ที่สุดตั้งแต่เป็นนายกฯมาจนถึงทุกวันนี้ พี่น้องหลายคนมักจะพูดกับผมเสมอวว่าผมเป็นคนไม่ค่อยแสดงความรู้สึกอะไรมากกมายนัก ผมพยายามทำอย่างนั้นเพราะเคยพูดตั้งต่วันแรกที่เป็นนายกว่าต้องทำให้ทุกอย่างเย็นลง แต่ที่นายสุเทพไม่กล้าถามและดูสีหน้าแล้วผมต้องสารภาพคืนนั้นเป็นคืนที่ผมร้องไห้อยู่นานมาก”นายอภิสิทธิ์ กล่าวและตาแดงน้ำตาคลอ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ในชีวิตการเมืองของตนไม่เคยต้องการเห็นความสูญเสียของคนไทยแม้แต่คนเดียว แต่มาเกิดขึ้นในยุคที่ตนเป็นนายก ตนทบทวนแล้วทบทวนอีกคิดอยู่ตลบว่าจะตัดสินใจอย่างไร ทั้งในใจรู้ตลอดว่าทั้งตนเจ้าหน้าที่รัฐว่าเราจะทำทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่เกิดขึ้น และคืนนั้นตนจะตัดสินใจอย่างไรและคิดว่าชีวิตตนไม่มีทางเหมือนเดิม ต้องมีคนโกรธ คนแค้น แต่คนที่ให้สติผมคือภรรยาเขาก็รุู้ว่าชีวิตของเขาและลูกของเราก็ไม่มีวันเมือนเดิม วันนั้นเขาบอกกับผมอย่างเดียวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถ้าในเมื่อเรามั่นใจว่าเราไม่ได้ต้องการให้เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเงื่อนไขทำให้เกิดขึ้น ทางเดียวที่เป็นความรับผิดชอบคือต้องแบกรับปัญหาและแก้ปัญหาให้ลุล่วงต่อไป อย่าหนีห้ามทิ้งปัญหาเผชิญหน้าและแก้วิกฤติให้ลุล่วงให้ได้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หลังจากวันนั้นตนก็เดินหน้าอย่างที่หลายคนเล่าให้ฟังเกิดเหตุสะเทือนใจอีกหลายครั้งเหตุการณ์ที่โรงพยาบาลจุฬาที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ ตนถูกกดดันตลอดเวลาว่าจะต้องใช้กำลังเข้าแก้ไขปัญหา แต่ตนก็เสนอแผนปรองดองออกมาเมื่อต้น พ.ค. เป็นแผนที่ใช้ได้ในการเดินหน้าประเทศไทย และพร้อมที่จะยุบสภาเพียงให้ยอมรับการปรองดองแล้วสลายการชุมนุม ถ้ารับเงื่อนไขก็เลือกตั้งไปนานแล้ว เงื่อนไขที่เสนอไม่มีพิษภัย อะไรเลย
“ในที่สุดเขาก็ปฏิเสธ ผมก็เชื่ออย่างที่นายกอร์ปศักดิ์บอกว่าแผนนี้มันไม่ได้ตอบโจทย์คนคนหนึ่งเท่านั้นเอง ที่ไม่ต้องการปฏิบัติตามกฎหมายและคำพิพากษาของศาลแล้วต้องการให้คนมีอำนาจรัฐมาลบล้างตรงนี้ของเขา และเมื่อเวลาผ่านไปสิบวันเมื่อไม่เลิกการชุมนุม ฝ่ายความมั่นคงต้องกระชับวงล้อมกระชับพื้นที่"นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า วันนั้นเขาเสนอขอพื้นที่วัดปทุมเป็นพื้นที่อภัยทานมีเฉพาะเด็กผู้หญิงคนแก่ ตนบอกว่าไม่คิดว่าจะควบคุมได้ ใครจะหยุดถ้ามีผู้ชายเข้าไป ใครจะห้ามเขาได้ แล้วถ้ามีคนเอาอาวุธเข้าไปใครจะห้ามเขาแต่เขาเดินหน้าเพราะเชื่อว่าไม่มีปัญหา วันสุดท้ายที่มีการสลายการชุมนุม เราบอกแกนนำว่าก่อนที่คุณจะมอบตัวคุณส่งพี่น้องคุณกลับบ้านก่อนได้ไหม เพราะเราไม่แน่ใจว่าถ้าคุณมอบตัวแล้วไม่มีแกนนำการบริหารให้พี่น้องกลับบ้านจะเป็นอย่างราบรื่นเขาก็ไม่ได้ทำ เหตุการณ์วันที่ 19 จึงเกิดอย่างที่เห็นก็เกิดขึ้น
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ที่วัดปทุมช่วงค่ำมีผู้สื่อข่าวต่างประเทศติดต่อไปที่ราบสิบเอ็ดว่าถูกยิงขอให้นำตัวส่งไปโรงพยาบาล และรถพยาบาญกว่าจะเข้ามาได้เหมือนรถดับเพลิงเพราะถูกยิงตลอด แต่ถึงวันนี้ตนนึกไม่ออกว่าเจ้าหน้าที่เขามีเหตุผลอะไรที่จะยิงรถพยาบาล รถดับเพลิง แต่ต้องพิสูจน์กันต่อไป
“แต่การยัดเยียดว่าผมสั่งฆ่าที่วัดปทุม และความสูญสีย 91 ศพ มันเป็นธรรมแล้วหรือว่าผมเป็นฆาตรกรที่สั่งฆ่าที่มือเปื้อนเลือด”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธ์ กล่าวอีกว่า เหตุการณ์ทั้งหมดพวกเราทั้งหมดควรจะเสียใจและควรจะคิดให้ทะลุได้ว่าเราจะก้าวพ้นตรงนี้ไปได้อย่างไร ตนไม่เคยคิดว่าเราต้องตั้งเวทีกันอย่างนี้ จนกระทั่งตนยุบสภาตนเห็นกระบวนการสร้างข้อเท็จจริงชุดใหม่เพื่อปรักปรำตนและหลายคน ควบคู่กับการที่พรรคเพื่อไทยพูดถึงเรื่องการนิรโทษกรมทักษิณ ตนจึงต้องมาพูดให้เห็นชัดเจนว่าใครที่เหมาะสมมาปรองดองในบ้านเมืองนี้ วันที่เขามีโอกาสประนีประนอมหลีกเลี่ยงความสูญเสียทำไมเขาปฏิเสธ ทำไมนายใหญ่ของเขาจึงปฏิเสธการประนีประนอมปรองดองที่ผ่านมา
“ต้องบอกว่าผมเข้าใจยากจริงๆว่าจิตใจของเขาทำด้วยอะไร ผู้สนับสนุนของเขาเองอยู่กับความยากลำบาก อยู่กับความเสี่ยงต่อการสูญเสีย แต่เขาไม่พยายามปกป้อง แกนนำบางคนอยากประนีประนอมเคยบอกนายใหญ่ด้วยซ้ำว่าคนเขาลำบากมากแล้วแต่เขายังไม่พอ แต่การเดินหน้าปรองดองต่อไป ต้องเดินไปข้างหน้าตนพร้อมทำทุกอย่างแต่ไม่สามารถนิรโทษกรรมคนผิดไม่สามารถคืนเงิน 4.6 หมื่นล้านให้คุณทักษิณ ถ้าผมหาเงิน 4.6 หมื่นล้านด้วยตัวเอง ผมยินดีเอาไปให้คุณทักษิณแล้วบอกว่าหยุดทำร้ายประเทศไทย แต่ที่เขาจะเอามันไม่ใช่เงินของผมมันเป็นเงินของประเทศเงินของประชาชน ผมไม่มีสิทธิ์เอาไปให้ถ้าพูดกับคุณทักษิณได้ ผมจะบอกว่าถ้าคุณสำนึกผิดยอมรับกฎหมาย สังคมไทยก็พร้อมที่จะให้อภัย แต่ถ้าคุณยังยืนว่าเมื่อใดก็ตามว่าถ้าคุณถูกก็ไม่มีปัญหาแต่ถ้าตัดสินว่าผิดแล้วบอกว่าสองมาตรฐานแบบนี้ยอมไม่ได้ “นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า วันนี้การตัดสินใจจึงต้องเป็นของประชาชนแต่วันนี้คุณทักษิณและพรรคเพื่อไทยกำลังเอาความพอใจของประชาชนกับนโยบายบางเรื่องบวกกับการตลาดที่เขาชำนาญเพื่อกลับมามีอำนาจเขาจะลบล้างคำพิพาษาของศาล
จากนั้นนายอภิสิทธิ์ย้ำถึงการนิรโทษกรรมของพรรคเพื่อไทยยที่ร.ต.อ.เฉลิม ประกาศว่าเป็นนโยบายของพรรค และยืนยันว่าบ้านเมืองกฎหมายต้องเป็นกฎหมายต้องเลือกระหว่างประชาธิปัตย์ที่มีตนเดินหน้าปรองดองบนหลักของความถูกต้อง กับพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดง สองปีตนไม่มีคำถามในใจว่าเป้าหมายสุดท้ายของเขาคืออะไร ทักษิณทั้งคิดทั้งพูดว่าถ้าเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะกลับประเทศปลายปีเพื่อร่วมงานแต่งลูกสาว
“ถามว่าถ้าเพื่อไทยไม่นิรโทษกรรมให้จะเป็นอย่างไร เหมือนทักษิณคิดแกนนำเสื้อแดงทำ วันนี้ก็ทักษิณคิดเพื่อไทยทำ เราจะปรองดองกันแบบนี้หรือครับ แล้วเหตุการณ์วันนี้มันไปไกลจนเห็นปัญหาของคนเสื้อแดงที่มาขับไล่ผมช่วงหาเสียง วันนี้ยิ่งลักษณ์บอกว่าสั่งคนเสื้อแดงไม่ได้ แล้วในขณะที่บ้านเมืองจะต้องปรองดองก็มีการจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง เราจะยอมให้คนที่หัวรุนแรงที่ขัดกับกฎหมายรุนแรงเดินหน้าประเทศไทยหรือ" นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ถ้าเป็นนายกฯคุณยิ่งลักษณ์จะเป็นคนที่น่าสงสารคนหนึ่ง เพราะพี่ชายจะต้องคิดยื่นเงื่อนไขเรื่องการทำให้ตัวเองพ้นผิด ถ้าพี่น้องเป็นคุณยิ่งลักษณ์พี่น้องจะทำยังไง คนเป็นพี่เป็นน้องกัน ห่างกันพอสมควรเชิงอายุ ผมเชื่อในใจต้องชื่นชมทักษิณฐานะพี่ใหญ่ กับปัญหาที่ทักษิณบอกว่าอยากกลับบ้าน และน้องสาวอยู่ในฐานะทำให้กลับบ้าน แล้วถ้าไม่ทำคุณยิ่งลักษณ์จะเป็นคนอย่างไร แต่ถ้าทำให้พี่คุณยิ่งลักษณ์ก็ต้องเผชิญหน้ากับประชาชนที่ต้องการความถูกต้อง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าตนบอกกับพี่น้องว่าถ้าเลือกเบอร์สิบตนจะเดินหน้าปรองดองอย่างอดทนอดกลั้นอย่างถึงที่สุด แต่ถ้าไม่อยากเลือกเบอร์สิบเพราะกลัวว่าเสื้อแดงจะไม่หยุด ตนก็ต้องบอกว่าถ้าตัดสินใจอย่างนั้นอาจจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปแต่พี่น้องจะเป็นตัวประกันของคนที่นิยมความรุนแรงตลอดไป หรือถ้าพี่น้องบอกว่าไม่อยากเลือกเบอร์สิบอยากจะได้พรรคการเมืองที่เข้ามาแก้ปัญหานี้แล้วไปตายเอาดาบหน้าเราก็กำลังนำพาประเทศไปสู่ความเสี่ยงความวุ่นวายอีกครั้ง
ลั่น ถอนพิษ"ทักษิณ" ออกจากประเทศไทย
“โอกาสนี้เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่เราจะถอนพิษทักษิณออกจากประเทศไทย พี่น้องคนไทยที่นิยมชมชอบสิ่งที่คุณทักษิณคยทำไว้ระหว่างนโยบายกับตัวตนของคุณทักษิณ สิ่งเดียวเป็นอาวุธเหลืออยู่ของทักษิณคือกล่าวอ้างว่าประชาชนนิยม ถ้าคุณทักษิณนิยมหยุดใช้การตลาด หยุดสร้างภาพลวงตา ประกาศเลยว่าเพื่อไทยล้างความผิดให้คุณทักษิณอย่างเดียวแล้วให้พี่น้องเลือกสิครับ แล้ววันนี้ผมต้องบอกกับพี่น้องที่อยากเลือกเบอร์สิบว่ามีการปราศัยที่ต่างจังหวัดโดยพรรคเพื่อไทยว่าถ้ามาเป็นที่หนึ่งแล้วไม่ได้เป็นรัฐบาลจะเตรียมพี่น้องเสื้อแดงมาอีก ที่จริงในระบบรัฐสถาถ้าคุณได้เสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งไม่มีใครทำอะไรคุณได้อยู่แล้ว เห็นอวดอ้างว่าได้ 270-300 เสียง แล้วกลัวทำไมว่าตั้งรัฐบาลไมได้”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ตนจึงบอกว่าวันนี้พี่น้องตั้งใจจะเลือกเบอร์สิบและต้องการถอนพิษทักษิณต้องเลือกประชาธิปัตย์มาเป็นที่หนึ่ง ถ้าอยากจะให้ถอนพิษทักษิณโดยเด็ดขาดต้องเลือกประชาธิปัตย์ให้เกิน 250
“ผมอยู่กับพี่น้องในฐานะนักการเมือง 20 ปี มีโอกาสทำหน้าที่นายกสองปีเศษ ถ้าพี่น้องให้ความไว้วางใจผมอีกสี่ปีผมจะทุ่มเททำให้คนทุกคนไม่ทำงานไม่ล้างผิดให้ใครคนใดคนหนึ่ง และถ้าพี่น้องเลือกผมเข้าไปผมจะไม่ให้ใครเอาชีวิตของประชาชนเป็นของเล่นทางการเมืองอีก การเลือกตั้งครั้งนี้ถ้าเลือกผมกลับเข้าไป บอกได้เลยว่าไม่มีโอกาสขอเป็นอีกสี่ปีเต็ม เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้ไม่เกิน 6 ปี ถ้าพี่น้องให้ผมสี่ปีนั่นคือผมต้องเอาชีวิตการเมืองเป็นเดินหน้าเพื่อสมานบาดแผลให้ประเทศไทยเติบโตยิ่งใหญ่ไปได้ ผมจะไม่มีโอกาสยืนขออย่างนี้อีก
“ฉะนั้นในครั้งนี้จะเป็นการทุ่มเทที่สุดในชีวิตการเมืองของผม แต่ถ้าวันนี้พี่น้องคนไทยบอกว่าไม่ต้องการนักการเมืองที่ยืนหยัดไม่เอาเงินไปให้ทักษิณ ไม่ต้องการนักการเมืองที่ยอมรับหลักกฎหมายก็ต้องยอมรับ แต่ว่าการต่อสู้ตรงนี้ต้องมีคนอื่นรับไม้ต่อจากผมในพรรคประชาธิปัตย์ เพราะผมต่อสู้ครั้งนี้เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นปัญหาจริงๆ ทำได้ก็จะทุ่มเทต่อไปทำไม่ได้ก็จะหลีกทางให้คนอื่นทำแทน เพราะเราต้องทำให้ระบบอยู่เหนือตัวบุคคล แต่อนาคตการเมืองของผมไม่สำคัญเท่าอนาคตของประเทศไทย ขอให้ตัดสินใจโดยเด็ดขาดและบอกให้เด็ดขาดว่าจะเลือกเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ให้เด็ดขาดให้มันรู้ว่าจะเดินไปทางไหน”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
“สุเทพ”ย้ำ 19 พ.ค. สลายชุมนุมไม่มีคนตาย
ก่อนหน้านั้นเมื่อเวลา 18.00 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ปราศรัยว่า จากนี้ขอสัญญาว่าจะพูดเรื่องจริงและควรพูดเท่านั้น ไม่มีเจตนาที่จะพูดจาให้เกิดความเกลียดชัง ไม่พอใจกัน เจตนาของตนมุ่งหวังให้ประชาชนได้ทราบความจริง สาเหตุที่ตนจำเป็นต้องมาพูดเพราะขณะนี้ได้มีขบวนการของบุคคลทำการใส้ร้ายป้ายสีนายกฯอย่างเป็นระบบ โฆษณาผ่านสื่อในเครือข่าย ทั้งวิทยุ ทีวี สิ่งพิมพ์ และยังผ่านเครือข่ายอิเลคทรอนิคส์ต่างๆ รวมถึงแจกใบปลิว พูดจาปลุกระดมตามหมู่บ้านชนบท เวลาที่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ออกไปหาเสียงกับประชาชนในพื้นที่ต่างๆก็จะมีคนชูป้ายว่า นายอภิสิทธิ์ เป็นฆาตกร สั่งฆ่าประชาชน
ตนจึงถือเป็นภาระหน้าที่ ที่จะมากราบเรียนข้อเท็จจริงกับประชาชน เพราะถือเป็นความรับผิดชอบในฐานะที่เป็นรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ตนไม่อยากเห็นประชาชนเข้าใจผิด ได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ไม่อยากให้ประชาชนแม้แต่กลุ่มเดียวโกรธเกลียดนายอภิสิทธิ์เพราะข้อมูลเท็จที่จงใจใส่ร้ายป้ายสีนายกฯ
นายสุเทพ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงได้เขียนเฟสบุ๊คกล่าวหานายอภิสิทธิ์ว่าเป็นคนบงการสังหารหมู่ประชาชน ไม่รับผิดชอบการตายของประชาชน โดยระบุว่าวันที่ 19 พ.ค. 53 นั้น นายอภิสิทธิ์เปลี่ยนวันเจรจาให้เป็นวันสังหารหมู่และหาว่า นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯที่ทำให้คนตายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ทางการเมือง ตนขออนุญาตประชาชนมาชี้แจงในบริเวณที่เกิดเหตุว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ไม่มีคนตายแม้แต่คนเดียว ไม่มีการสังหารหมู่ ไม่มีการปราบปราบเข่นฆ่าประชาชนที่สี่แยกราชประสงค์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายสุเทพได้แจกแจงเหตุการณ์ที่มีประชาชนตายในช่วง 18 วันที่มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง พร้อมมีการฉายภาพถ่ายเหตุการณ์และคลิปวีดีโอประกอบซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเหตุการณ์การชุมนุมที่รุนแรงและเคยนำมาฉายในที่ประชุมสภามาแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุเทพได้อภิปรายเน้นย้ำถึงพฤติกรรมเลวร้ายต่างๆที่กลุ่มเสื้อแดง และกลุ่มเสื้อดำได้กระทำกับประชาชนและทหารในวันดังกล่าว ขณะที่กลุ่มประชาชนที่มาร่วมฟังการปราศรัยได้โห่ร้องอยู่เป็นระยะ ยืนยันว่ากลุ่มเสื้อดำที่ปะปนกับกลุ่มเสื้อแดงเป็นผู้สังหารทั้งประชาชนและทหารเพื่อยั่วยุให้สองฝ่ายโกรธแค้นกันและกัน จนกลายแป็นสงครามการเมืองตามแผนที่วางไว้ โดยมีพรรคเพื่อไทยบางคนรู้เห็นทั้งสิ้น ทั้งนี้เมื่อพูดถึงช่วงดังกล่าวนายสุเทพมีน้ำเสียงสะอื้นคล้ายกับจะร้องไห้
ไม่กล้าถามนายกฯ กลัวฟังคำไขก๊อก
นายสุเทพกล่าวว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ตนได้รู้เห็นธาตุแท้ของนายอภิสิทธิ์ และภาวะการเป็นผู้นำ ที่ต้องกล้ำกลืนฝืนทนประคับประคองสถาการณ์ให้อยู่ได้ และตนก็ไม่กล้าจะถามนายกฯว่า หลังเหตุการณ์นั้นจะตัดสินใจอย่างไร เพราะรู้ว่านายกฯจะตัดสินใจลาออก แต่ขอถามว่าแม้นายกฯตัดสินใจยุบสภา หรือลาออกคนหัวรุนแรงอย่างนายจตุพร พรมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จะยอมเลิกหรือไม่ ตราบใดที่แกนนำไม่ได้สิ่งที่ต้องการเขาไม่ยอมเลิก ซึ่งสิ่งที่เขาต้องการคือ นายของเขาไม่ต้องติดคุก และได้เงิน 4 หมื่นกว่าล้านบาทคืน และได้อำนาจเหมือนเดิม
นายสุเทพ กล่าวว่า ที่ตนต้องออกมาพูดความจริงเพราะเกรงว่าประชาชนจะเข้าใจผิด กลัวจะไม่เลือกนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯตนเป็นนักการเมืองอาชีพ เรื่องแพ้ชนะทำใจได้ ตนคาดหวังให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลทุกด้านแล้วใช้ดุลยพินิจเลือก หากเห็นว่านายอภิสิทธิ์ไม่เก่ง ไม่มีภาวะผู้นำ แก้ปัญหาชาติไม่ได้ จะไม่เลือกตนก็เข้าใจ แต่ถ้ายังเข้าใจผิดเพราะเห็นว่าเป็นฆาตกร สั่งฆ่าประชาชนนั้นตนรับไม่ได้ ขอยืนยันว่าตนเป็นผู้สั่งการในฐานะผอ.ศอฉ. พร้อมรับผิดชอบ และสู้ทุกคดีจะไม่หนีไปต่างประเทศเหมือนที่พ.ต.ท.ทักษิณ ทำ
เชื่อ “ยิ่งลักษณ์” คุมแดงไม่ได้ ขู่เพื่อไทยระวังถูกพวกล้มเจ้าขี่คอ
นายสุเทพยังพูดถึงการตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงว่า ตนรู้สึกเศร้าใจ นึกถึงคนที่อยู่ในหมู่บ้านไม่กล้าแสดงตัว ยกมือทักทายเวลาที่นายชวน หลีกภัย และนายอภิสิทธิ์ไปเยี่ยม จึงอยากขอให้ประชาชนวิงวอนให้สู้กันตามกติกา เพราะเขามีทรัพย์สินเงินทอง สมุนลูกน้อง และสื่อมวลชนอยู่ในเมืองเยอะมาก สามารถสร้างข่าวโหมกระแสได้ทุกวัน ยอมรับว่าเราสู้ยาก แต่ก็ยังสู้ อยากบอกว่าไม่ต้องเอามวลชน มาคุกคามไม่ต้องเอาเสื้อดำมาข่มขู่ ไม่มีนักประชาธิไตยที่ไหนเขาทำกันอย่างนี้ ขอให้เอาพรรคการเมืองมาสู้กันก็พอ
นอกจากนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ยังยอมรับเองว่าไม่สามารถควบคุมเสื้อแดงได้ ซึ่งตนก็เชื่อเพราะพวกเสื้อแดงเป็นพวกภูเขาน้ำแข็ง มีอุดมการณ์ล้มล้างเปลี่ยนแปลงการปกครอง ถ้าเพื่อไทยเป็นรัฐบาลพวกแกนนำเสื้อแดงก็จะมาขี่คอพรรคเพื่อไทย ในบัญชีรายชื่อผู้สมัครพรรคเพื่อไทยมีผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายอยู่ 22 คน ถ้าใครเผลอไปกาให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และอีกยี่สิบกว่าคนจะได้เป็นส.ส. เผลอๆได้เป็นรัฐมนตรีด้วย สงสัยตนต้องติดคุกแน่นอน คนไทยอื่นๆไม่ทราบต้องไปขุดรูอยู่หรือไม่ ถึงเวลาที่ต้องช่วยรักษาบ้านเมือง ตนและนายอภิสิทธิ์ทำมาเต็มกำลังแล้ว 2 ปีกว่า ถ้าประชาชนเห็นว่าไว้ใจนายกฯอภิสิทธิได้ ต้องเทใจให้นายอภิสิทธิ์เลือกเบอร์ 10 ทั้งสองใบ
“ชวน”เล่าซ้ำหน้าเซ็นทรัล ย้ำมีพวกหวังปลุกระดมต่อต้านพวกเห็นต่าง-ด่าสถาบัน
เมื่อเวลา 19.10 น. นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้ขึ้นปราศรัยท่ามกลางเสียงตบมือจากกองเชียร์ที่ต่างตะโกนโห่ร้องต้อนรับว่า ไม่ว่าจะพูดถึงสี่แยกไหนก็ตาม แต่ความจริงก็คือความจริง ที่ผ่านมาตนได้เดินทางไปหาเสียงที่ภาคอีสาน พบว่าป้ายหาเสียงของพรรคถูกทำลายมากกว่าร้อยละ 90 และวิธีทำลายคือการกรีดหน้าของหัวหน้าพรรค ตนไม่อยากจะบอกว่าใครเป็นคนทำแต่ก็มั่นใจว่าคนส่วนใหญ่ไม่เอาด้วยกับพฤติกรรม เพราะไม่ใช่การรู้ด้วยวิธีทางที่ถูกต้อง และไม่เข้าใจว่าผู้ที่ทำ ทำไมต้องกลัวหน้านายอภิสิทธิ์ สงสัยจะกลัวความหล่อไปรบกวนความสวยหรืออย่างไร
นายชวน กล่าวว่า ได้ไปจังหวัดในภาคอีสานที่ศาลากลางถูกเผา และต้องทำใหม่ด้วยเงินภาษีของประชาชน เมื่อเร็วๆนี้ ตนได้ไปบ้านหมู่บ้านคนเสื้อแดง และได้พูดคุยกับชาวบ้านจึงได้ทราบว่า ชาวบ้านนั้นมีความกลัวถึงขนาดบอกกับตนว่า ยืนยันว่าจะสนับสนุนอยู่ในใจ แต่อย่าให้รับสิ่งของอะไรเลยเพื่อความปลอดภัย ทั้งนี้เพราะว่าคนกลุ่มนี้มีการข่มขู่คนที่ไม่เห็นด้วย มีการปลุกระดมและสอนในสิ่งที่อาจไม่เชื่อว่าเขาจะกล้าพูด โดยมีการสอนให้ด่าผู้ใหญ่ ด่าสถาบัน
รวมถึงมีการด่าถึงตนด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย ตัวอย่างครั้งหนึ่งคือสมัยพล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียเวช อดีตผบ.ตร. ที่เคยบันทึกเสียงคนด่าตนกลางเวทีสนามหลวง ทำให้ตนต้องไปแจ้งความบุคคล 2 รายคือ 1.นายชินวัฒน์ หาบุญพาด และ2.นายสุรชัย แซ่ด่าน ซึ่งเมื่อแจ้งความแล้วเขาก็ยอมรับว่าสิ่งที่พูดไม่จริง จนศาลตัดสินให้ทั้งสองจำคุกและรอลงอาญา 2 ปี
นายชวน กล่าวว่า สงสารพี่น้องที่เชียงใหม่ที่การท่องเที่ยวทรุด คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย กลุ่มคนเสื้อแดงเหล่านี้มีวิวัฒนาการตั้งแต่ปี 48 ทั้งนี้เพราะเขาไปสนับสนุนให้วิทยุชุมชนเชียงใหม่แล้วปลุกระดมว่าอย่าให้คนพวกนี้มาหาเสียงที่บ้าน กลับกันตนได้ห้ามปรามไม่ให้ผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ต่อต้านพรรคการเมืองอื่นที่เข้าไปหาเสียงในพื้นที่บ้าง มิเช่นนั้นก็จะเกิดความขัดแย้งและวุ่นวายไม่รู้จบ นอกจากนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงของสังคมไทยคือการปล่อยให้เกิดวงจรอุบาทว์ ธุรกิจการเมืองที่มีการซื้อเสียงแล้วมาถอนทุนเมื่อได้บริหารประเทศ
แฉซ้ำตุลาการยุบพรรคเคยโดนขู่ แต่ไม่เป็นผล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้นายชวนยังได้ปราศรัยถึงการปรองดองว่า ต้องยึดหลักกฎหมาย ใครผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกก็ว่าไปตามถูก รวมถึงระบุถึงสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีการแทรกแซงสื่อและองค์กรอิสระ เช่นเดียวกับเมื่อครั้งมีคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ที่มีการพยายามแทรกแซงตุลาการโดยใช้วิธีการข่มขู่ โดยระบุว่าหากไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ก็จะเปิดเผยความลับของตุลาการท่านนั้น แต่สุดท้ายก็ถูกตุลาการท่านนั้นปฏิเสธเพราะไม่มีความลับใดที่กลัวจะถูกเปิดเผย “สุเทพ” เสียงสะอื้นเล่าเหตุการณ์สลายชุมนุม ไม่กล้าถามนายกฯ กลัวฟังคำไขก๊อก
"ทุกอาชีพต้องการมืออาชีพ ไม่เช่นนั้นเราจะได้มือสมัครเล่น มือนั้นจะทำให้เกิดความผิดพลาด เหมือนเหตุการณ์ภาคใต้ที่ตายไป 4,000 กว่าคน เป็นนโยบายของมือสมัครเล่น ไม่รู้ปัญหา ไม่เข้าใจ ทำให้สูญเสียชนิดกลับคืนมาไม่ได้ ทุกอย่างจึงต้องการมืออาชีพ ไม่เช่นนั้นจะเกิดวิกฤติขึ้นมาได้อีก คุณยิ่งลักษณ์มาจากโคลนนิ่งทักษิณ ผมห่วงจะเอาความคิดที่ว่า ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ความคิดฆ่าตัดตอน อุ้มฆ่า จะถ่ายทอดกลับมาไหม ผมกลัวครับ เพราะถ้าปัญหาเกิดขึ้นยากจะแก้ไขเพราะชีวิตเอาคืนไม่ได้" นายชวน กล่าว
พ่อค้าแม่ค้าราชประสงค์บ่นอุบ ปชป.ปราศรัย
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศโดยรอบเวทีปราศรัยพรรคประชาธิปัตย์ ว่า จะมีประชาชนหนาแน่นและคึกคักเฉพาะบริเวณลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์เท่านั้น และไม่พบว่ามีประชาชนสวมเสื้อแดงเข้ามาในพื้นที่ ขณะที่บรรดาพ่อค้า แม่ค้า ที่ขายสินค้าในบริเวณดังกล่าว ต่างก็สวมเสื้อหลากสี และบ่นว่ามาทำไมไม่อยากฟัง โดยมีสีหน้าไม่พอใจ ซึ่งต่างจากเวทีปราศรัยของพรรคเพื่อไทยที่มีการขายสินค้ากันอย่างคึกคัก ขณะที่การจราจรเป็นไปอย่างปกติ รถยนต์สามารถสัญจรไปมาได้ ส่วนการรักษาความปลอดภัยนั้น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบยืนประจำตามจุดต่างๆ ทั้งยอดตึกสูงและมุมตึก เพื่อคอยสังเกตการณ์เฝ้าระวังมือที่สามจะมาป่วนสร้างสถานการณ์
คนแห่ฟัง ปชป.ปราศรัยราชประสงค์ ชูป้าย "ดีแต่เผา"
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการปราศรัยของพรรคประชาธิปัตย์ที่บริเวณลานหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ว่าการปราศรัยในวันนี้ได้ใช้พื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของลาน ซึ่งเมื่อเวลา 18.00 น. ที่เป็นเวลาปราศรัยของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ คนก็มาจนเต็มพื้นที่และเบียดเสียดกัน แต่ก็ไม่ได้มีการกระทบกระทั่งกันแต่อย่างใด และยังไม่พบผู้ที่มีความเห็นต่าง ทั้งนี้ขณะที่นายสุเทพปราศรัยโดยไล่เรียงเหตุการณ์การชุมนุมและระบุว่ามีชายชุดดำแฝงเข้ามาเพื่อลอบทำร้ายประชาชน ทำให้ผู้ที่ฟังคำปราศรัยตะโกนโห่ร้องเป็นระยะๆ
นอกจากนี้ระหว่างการปราศรัยก็ได้ชูป้าย "ดีแต่เผา" "เรารักอภิสิทธิ์" และป้ายไฟเบอร์ 10 เป็นระยะๆ ต่อมาซึ่งเป็นช่วงที่นายชวน ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ปราศรัยก็มีเสียงปรบมือแทบทุกครั้งที่นายชวนปราศรัยถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่าเป็นผู้เข้ามาทำลายชาติบ้านเมือง
ทั้งนี้ระหว่างที่นายสุเทพและนายชวนปราศรัยนั้นผู้สนับสนุนของพรรคประชาธิปัตย์ส่วนหนึ่งที่อยู่บริเวณประตูทางเข้าห้างก็ได้พยายามชะเง้อรอนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่อยู่บริเวณด้านในห้องรับรองออกมาปราศรัย
จนกระทั่งเวลา 20.30 น. นายอภิสิทธิ์ ได้เดินออกมาจากห้องรับรองทำให้ผู้ที่ยืนรอต่างพยายามเข้าไปถึงตัวเพื่อจับมือและขอถ่ายรูป พร้อมด้วยเสียงกรี๊ดสนั่นบริเวณ
ขณะที่บริเวณด้านหน้าวัดปทุมวนารามได้มีกลุ่มกลุ่มสหายแดง นำป้ายแสดงภาพเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ปี2553 และข้อความเรียกร้องความเป็นธรรมให้ผู้เสียชีวิต ส่วนกลุ่มประกายไฟ ก็ทำท่านอนเรียง 3 คนเหมือนคนตาย หน้าประตูทางเข้าวัดปทุมฯ พร้อมนำป้ายข้อความเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์รับผิดชอบ กรณีผู้เสียชีวิตจากการชุมนุม
คนชมสด'อภิสิทธิ์'ปราศรัยผ่านเว็บ2หมื่น
ความเคลื่อนไหว เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (http://www.facebook.com/Abhisit.M.Vejjajiva) ที่มีการถ่ายทอดสดการปราศรัยใหญ่ที่ลานเซ็นทรัลเวิลด์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงใกล้เวลา 22.00 น. มีผู้เข้าชมการปราศรัยผ่านการถ่ายทอดดังกล่าวกว่า 24,000 คน โดยแสดงจากตัวนับที่ปรากฏอยู่ด้านล่างของจอภาพที่ถ่ายทอดสัญญาณมาจากเวทีปราศรัย
"ณัฐวุฒิ" โต้ "สุเทพ" ทันควัน ใช้ข้อมูลเก่า "พูดเรื่องเดิม แต่เพิ่มร้องไห้"
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ให้สัมภาษณ์ ถึงการปราศรัยของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯว่า เป็นความพยายามของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะใช้ประเด็นนี้สร้างกระแสเพื่อให้ความนิยมในพรรคสูงขึ้น สิ่งที่ปราศรัยก็ไม่ปรากฏสาระหรือประเด็นข้อมูลที่เป็นเรื่องใหม่ และแต่ละประเด็นคนเสื้อแดงก็มีข้อมูลข้อเท็จจริงที่ชี้แจงต่อสังคมไปแล้ว เชื่อว่าประชาชนจะใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ไม่น่าเชื่อว่าหลายคำพูดมาจากคนสำคัญของรัฐบาลอย่างนายสุเทพ เพราะไม่รับผิดชอบความสูญเสียต่อประชาชนที่เกิดขึ้น คำบอกที่ว่าไม่มีใครตายที่ราชประสงค์แต่จะตายที่ไหนก็ตาย เพราะข้อเท็จจริงคือมีสไนเปอร์มีกำลังทหารออกมา มีทหารยิงใส่ประชาชนหลายที่ นายสุเทพเป็นรองนายกฯไม่ใช่หัวหน้ารปภ.ของราชประสงค์
นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวอีกว่า ตอนที่อยู่ในเรือนจำตนได้พบคนที่ถูกจับและได้คุยกัน ก็ไม่มีใครรับสารภาพเขาปฏิเสธตลอด นี่เป็นการกล่าวความเท็จต่อหน้าประชาชน การไปอธิบายว่าสิ่งที่เกิดเป็นการป้ายสีนายอภิสิทธิ์ ไม่มีใครทำได้ ไม่ใครจูงใจให้อภิสทธิ์ให้นำทหารออกมา ไม่มีใครเอาเลือดไปป้ายมือนายอภิสิทธิ์ ได้ นอกจากนายอภิสิทธิ์ยื่นมือออกมาเอง
"ผมไม่ต้องการสร้างคะแนนบนซากศพประชาชน แต่ผมก็ไม่ยอมให้พรรคการเมืองใดหาคะแนนด้วยการตอกลิ่มความขัดแย้งได้"นายณัฐวุฒิกล่าว
"คุณสุเทพเที่ยวนี้พูดเรื่องเดิมแต่เพิ่มร้องไห้แค่นั้นเอง และเราจะชี้แจงเท่าที่จำเป็น"นายณัฐวุฒิกล่าว
จตุพร"เขียนจม.ถึง"อภิสิทธิ์" หยุดยัดเยียดข้อหาเสื้อแดงเผาเมือง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายตำรวจติดตามนายจตุพร พรหมพันธุ์ ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยและแกนนำนปช. ได้เดินทางมายังพรรคเพื่อไทย เพื่อนำจดหมาย "จากใจนายจตุพร ถึงนายอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี" มีความยาว 5 หน้ากระดาษ มาเผยแพร่ ซึ่งช่วงแรกนายจตุพร โจมตีเฟสบุ๊คจากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศที่ระบุถึงการสลายการชุมนุม และกรณีพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเวทีปราศรัยบริเวณแยกราชประสงค์ เป็นเพราะนายอภิสิทธิ์คิดแต่เพียงถ่ายเดียวว่าทำอย่างไรพรรคประชาธิปัตย์จะชนะเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์ รักษาการนายกรัฐมนตรี คงไม่พูดลักษณะยัดเยียดข้อกล่าวหาเผาบ้าน เผาเมืองหรือก่อการร้ายให้กับใครหรือพรรคการเมืองใด อีกทั้งไม่ควรชี้นำกระบวนการในชั้นศาล โดยการยัดเยียดข้อหาให้ผู้เสียชีวิต ถามว่าหากได้เป็นนายกฯอีกครั้งจะนำพาความสมานฉันท์ ความปรองดองให้เกิดกับสังคมอย่างที่เคยพูดได้อย่างไร
เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการย้อนเหตุการณ์ที่นายจตุพรและนายสุเทพ นายอภิสิทธิ์ เคยตอบโต้ในการอภิปรายในสภาฯเหตุการณ์สลายการชุมนุมในสถานที่ต่างๆ โดยนายจตุพรตั้งเป็นคำถามกลับไปว่า ชายชุดดำที่อ้างว่าก่อเหตุแต่เวลาผ่านมา 1 ปีเศษยังจับกุมตัวไม่ได้ รวมทั้งการฆาตกรรม 6 ศพในวัดปทุมวนารามฯ มีการกล่าวอ้างถึงนายทหารที่ยืนอยู่บนรางรถไฟฟ้า และอ้างถึงหลักฐานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษที่เคยสอบนายทหารหน่วยรบพิเศษ ที่มาปฏิบัติหน้าที่ช่วงการชุมนุม พร้อมทั้งอ้างถึงหัวกระสุนสีเขียวในร่างผู้เสียชีวิตที่วัดปทุมวนารามฯว่าตรงกับหัวกระสุนของทหารบางชุดที่เข้ามาปฏิบัติการ รวมทั้งกระบวนการชันสูตรพลิกศพก็ไม่ได้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
นายจตุพรยังระบุในจดหมายอีกว่า กรณีการวางเพลิง การเผาเซ็นทรัลเวิลด์ มีชายฉกรรจ์แต่งกายคล้ายทหาร มีอาวุธครบมือ โดยระเบิดข่มขู่เจ้าหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บหลายคน เพื่อไล่ให้ออกจากศูนย์การค้า คนเหล่านั้นเป็นใคร อีกทั้งทำไมเจ้าหน้าที่รัฐไม่ตรวจสอบจากกล้องซีซีทีวีจากห้างเกสรพลาซ่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติและโรงพยาบาลตำรวจมาตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุเพราะกล้องทุกตัวสามารถมองเห็นเซ็นทรัลเวิลด์ได้ แล้วจะมากล่าวหาผู้ชุมนุมไม่ได้
ช่วงท้ายจดหมายนายจตุพร ระบุว่า แม้ในช่วงเวลานี้เป็นความยากลำบากในชีวิตที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐภายใต้การกำกับดูแลของพวกคุณมากล่าวหา แต่ก็พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แม้จะต้องถูกจองจำ ชีวิต ครอบครัว ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง ต้องมีความยากลำบากในชีวิตไปพร้อมกับผม แต่ก็หวังว่าในที่สุดแล้วความจริงและความยุติธรรมในสังคมที่หวังว่าจะเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งจะรอวันนั้นด้วยความอดทน แต่ระหว่างที่รอพวกคุณควรจะได้ตอบคำถามแก่สังคมตามที่ถามคุณด้วย
"กรุงเทพโพลล์"เปิดผลสำรวจ“คะแนนนิยมคนกรุง โค้งที่ 3 "พท."แรงไม่หยุด
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีทะเบียนบ้านอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 3,338 คน โดยเก็บข้อมูลเมื่อวันที่ 16 - 22 มิถุนายน ที่ผ่านมา พบว่า ในการเลือกตั้ง ส.ส. ในระบบแบ่งเขต คนกรุงเทพฯ ระบุว่าจะเลือกผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 37.9 จะเลือกผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 22.2 จะเลือกผู้สมัครของพรรครักษ์สันติ ร้อยละ 1.2 จะไม่เลือกใครเลย (Vote No) ร้อยละ 5.1 ขณะที่ร้อยละ 22.1 ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกผู้สมัครของพรรคใด และร้อยละ 7.6 ไม่ตอบ
สำหรับการเลือกตั้ง ส.ส ระบบบัญชีรายชื่อ พบว่า คนกรุงเทพฯ ระบุว่าจะเลือกพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 38.3 จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 21.6 จะเลือกพรรครักประเทศไทย ร้อยละ 3.4 จะเลือกพรรครักษ์สันติ ร้อยละ 1.6 จะไม่เลือกใครเลย (Vote No) ร้อยละ 4.7 ขณะที่ร้อยละ 20.6 ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคใด และร้อยละ 7.8 ไม่ตอบ
เมื่อสอบถามว่าอยากได้ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปมากที่สุดอันดับแรกพบว่าอยากได้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ร้อยละ 47.2 โดยให้เหตุผลว่า อยากลองให้โอกาสคนใหม่บ้าง อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย มีประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจ อันดับที่ 2 คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 28.0 โดยให้เหตุผลว่า อยากให้สานงานต่อ งานจะได้ต่อเนื่อง พรรคมีนโยบายที่ดี อันดับที่ 3 คือ ร.ต.อ. ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ร้อยละ 5.1 โดยให้เหตุผลว่า เป็นคนตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์ ทำงานจริง และอันดับที่ 4 คือ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ ร้อยละ 3.9 โดยให้เหตุผลว่า เป็นคนกล้าพูด พูดตรง เปิดเผยจริงใจ
ส่วนความเชื่อมั่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งในการควบคุมดูแลการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใสยุติธรรมพบว่า ร้อยละ 57.1 ไม่ค่อยเชื่อมั่นถึงไม่เชื่อมั่นเลย ขณะที่ร้อยละ 42.9 เชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงเชื่อมั่นมาก
เมื่อถามถึง การติดต่อซื้อเสียงจากคนในพื้นที่ พบว่า ร้อยละ 69.9 ระบุว่าไม่มีการซื้อเสียง ขณะที่ร้อยละ 6.9 ระบุว่ามีการซื้อเสียง และร้อยละ 23.2 ระบุว่าไม่ทราบ เมื่อแยกพิจารณาเป็นรายเขตเลือกตั้ง พบว่า มีเพียง 3 เขตที่ไม่มีการซื้อเสียงได้แก่ เขต 12 เขต 14 และเขต 27 ส่วนเขตที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งระบุว่ามีการติดต่อซื้อเสียงมากที่สุด 3 อันดับแรกได้แก่ เขต 4 (ร้อยละ 35) รองลงมาคือ เขต 17 (ร้อยละ 33.3) และเขต 2 (ร้อยละ 31.0) ตามลำดับ
จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง @jeerapong_nna โอฬาร เลิศรัตนดำรงกุล@olan_nna ธนัชพงศ์ คงสาย@tanatpong_nna อรรถภูมิ อองกุลนะ@poom_nna


คาดนักลงทุนเริ่ม'ล้างไพ่'สินทรัพย์เสี่ยงทั้วโลก
พายุฝนพัดเสาไฟฟ้า40ต้นหักทับเก๋งครูอนุบาลดับ
เผย'6ทำเลน้ำท่วม'กำลังซื้อหด-โครงการแนวรถไฟฟ้ายอดพุ่ง
ม.เนชั่นเปิด'4บริษัทนศ.มือโปร'เรียนอย่างมีงานทำ