suthichaiyoon.com

Your Paper, TV, Radio channels in one click
Issues, People, Ideas of the hour

วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

"ปู"อยากเห็น"ผู้ว่าฯ"เดินคู่"ผู้การ"ปราบยาเสพติด

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

| |
นายกฯเรียก ผวจ.-ตำรวจ-อบจ.รับนโยบายแก้ยาเสพติด สั่ง มท.ทำงานคู่ สตช.

 

 

สำนักข่าวเนชั่น- 4 ก.พ. นายกฯเรียกผวจ.-ตำรวจ-อบจ.รับนโยบายแก้ยาเสพติด สั่งมท.ทำงานคู่แฝดกับ สตช.อยากเห็น"ผู้ว่าฯ"เดินกับ"ผู้การ"      จี้ดูแลสถานบันเทิงมีเยาวชนเข้าไปมั่วสุม ฮึ่มหากพบเจ้าหน้าที่เอี่ยวจะดำเนินการเด็ดขาด อวดผลงาน4เดือนจับกุมได้1.4 แสนราย ยึดทรัพย์ได้ 600 ล้าน-"เฉลิม"ร่ายยุทธศาสตร์แก้ยาเสพติด วอน    นายกฯอัดงบปปส.เพิ่ม-ขณะที่"ดีเอสไอ" เด้ง รับนโยบายดักฟังโทรศัพท์คุกเป้าหมาย เล็งใช้โปรแกรมตรวจสอบความสัมพันธ์ทลายเน็ตเวิร์กนักค้าจากในเรือนจำ ส่วน"อธิบดีคุก"สั่ง ผบ.เรือนจำ สอบบัญชีจนท.พฤติกรรมต้องสงสัย 

 

" ปู" เรียก ผวจ.-ตำรวจ- อบจ. รับนโยบายแก้ยาเสพติด 

 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมเน้นย้ำนโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามแผนยุทธศาสตร์พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด พ.ศ. 2555 ซึ่งจัดโดยศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ(ศพส.)      ซึ่งเป็นการมอบนโยบายให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด  และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดับจังหวัดทั่วประเทศรวม 800 คน

 

โดยมีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯและรมว.มหาดไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกฯ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต   รมว.กลาโหม พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)มาร่วมงาน        โดยมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11ตั้งแต่เวลา 09.00-11.30 น. 

 

โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า นี่เป็นครั้งที่สองหลังจากมีการเปิดตัวยุทธศาสตร์ที่จะเป็นการหารือปรับทิศทางให้เข้มข้นในการติดตาม เพราะเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติที่คนไทยทั้งประเทศตั้งความหวังกับรัฐบาล คงไม่อยากจะบอกว่าเป็นการกดดัน แต่นี่เป็นความหวังที่พวกเราจะขับเคลื่อนเชิงรุกมากขึ้นเพื่อให้สังคมสงบสุขและลดปัญหายาเสพติด ที่เราตั้งความหวังจะทำปัญหายาเสพติดให้ลดความรุนแรงลง 80% ใน 6 หมื่นหมู่บ้านทั่วประเทศ ลดปริมาณนำเข้าทุกจังหวัดตามแนวชายแดน บริหารงานบูรณาการทุกระดับในการเชื่อมต่ออย่างมีระบบ ทั้งนี้จากการติดตามการแก้ไขเพื่อทบทวนว่ามีสิ่งไหนที่ตั้งแต่เริ่มยุทธศาสตร์แล้วจะแก้ไขให้เข้มข้นให้ผลงานเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และขอให้หลังจากมอบนโยบายก็อยากได้ข้อมูลจากภาคสนามว่ามีปัญหาอุปสรรคอย่างไร ขอให้รวบรวมกลับมาเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายอย่างมีเอกภาพ 

 

นายกฯ กล่าวอีกว่า ยังพบว่ามีสถานที่บันเทิงที่มีการฝ่าฝืนกฎระเบียบมีการมั่วสุมของเยาวชน จึงขอให้ให้เร่งรัดในหลายพื้นที่ รวมทั้งการเผยแพร่ตามชุมชนยังมีอยู่     จึงอยากเห็นความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้าน และองค์กรหน่วยงานต่างๆและชาวบ้านด้วย    และให้มีการจัดกิจกรรมให้เป็นประโยชน์กับเยาวชน
 “อยากให้การทำงานไปถึงชุมชนเป็นลักษณะคู่แฝดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)และกระทรวงมหาดไทย อยากเห็นผู้ว่าราชการจังหวัดเดินกับผู้การจังหวัด นายอำเภอเดินกับผู้กำกับและกำนันเดินกับสารวัตร ให้ทำงานร่วมกันให้ถือว่าเรื่องนี้เป็นวาระของจังหวัดในการเอาชนะปัญหานี้อย่างจริงจัง และอย่าให้มีการร่วมมือจากจากหน้าที่กับยาเสพติด ถ้ามีจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด” นายกฯ กล่าว

 

ทั้งนี้ผลงานการปราบปรามยาเสพติดจากเอกสารของศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติระบุว่า ในระดับการปฏิบัติการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยร่วมกันเข้มแข็งในการป้องกันและแก้ไขปัญหาตามยุทธศาสตร์ ส่งผลให้การปฏิบัติในช่วงกว่า 4 เดือน ปรากฏว่า ด้านการปราบปรามยาเสพติดสามารถจับกุมได้รวม 141,031 คดี ผู้ต้องหา 135,445 คน จับกุมคดีสำคัญได้ 21,064 คดี หรือร้อยละ 35 ของเป้าหมาย ยึดยาบ้าได้ 16 ล้านเม็ด ไอซ์กว่า 600 กิโลกรัม เฮโรอีน 200 กิโลกรัม กัญชา 3,000 กิโลกรัม ยาแก้หวัดที่มีซูโดอีเฟดรีน 4 ล้านเม็ด ยึดทรัพย์สินได้ 1,527 คดี มูค่า 600 ล้านบาท ส่วนด้านการบำบัดสามารถนำผู้เสพเข้าบำบัดทุกระบบ 65,000 ราย จากเป้าหมาย 400,000 ราย หรือร้อยละ 16 จัดทำค่ายระดับอำเภอได้ถึง 868 แห่ง หรือร้อยละ 88 ของเป้าหมายที่ต้องการ

 

ด้านการเสริมความเข้มแข็งให้กับหมู่บ้าน/ชุมชน มีการดำเนินการในอย่างใดอย่างหนึ่งได้ 28,500 แห่ง หรือร้อยละ 47 ของเป้าหมาย และสร้างอาสาสมัครได้ร่วม 7 แสนคนในหมู่บ้าน/ชุมชน ต่างๆ ด้านการป้องกันกลุ่มเสี่ยง ดำเนินการได้ 2,000 โรงเรียน และจัดระเบียบสังคมในทุกกลุ่มจังหวัด และด้านการสกัดกั้นแนวชายแดน มีการจัดส่งกำลังปฏิบัติการในพื้นที่กว่า 1,000 หมู่บ้านชายแดน และสร้างรั้วลวดหนามตามแนวชายแดน 

 

 "เฉลิม" ร่ายยุทธศาสตร์แก้ยาเสพติด วอนนายกฯอัดงบปปส.เพิ่ม

 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวมอบนโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติดตามแผนยุทธศาสตร์พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด พ.ศ. 2555 ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดและผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดับจังหวัดทั่วประเทศรวม 800 คน        ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า กราบขอบคุณทุกท่าน ที่ผ่านมารัฐบาลไม่ใกล้ชิด เนื่องจากสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินหน้าแก้ปัญหายาเสพติดจากปี 44-49 ผู้ค้า ผู้เสพ ลดลง ประกาศสงครามยาเสพติด  ระหว่างนั้นมีคนตาย 2,000 คน ก็มีข้อหาพ.ต.ท.ทักษิณสั่งฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

 

 "คำพูดเช่นนั้นทำให้ข้าราชการหวั่นเกรงตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ      ศึกษาวิเคราะห์การกำหนดนโยบายไปปฏิบัติปราบปรามยาเสพติดให้โทษและการนำนโยบายไปปฏิบัติจนเกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง       และทรัพย์สินของประชาชน(คตน.) ให้นายคณิต ณ นคร เป็นประธาน ก็ยืนยันว่าไม่มีการฆ่า รายงานให้พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็บอกว่า ไม่มีการฆ่าตัดตอน ฝ่ายการเมืองตั้งคณะกรรมการมาสอบสวนใหม่มีพล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร. สมัยนั้นเป็นประธาน ผลสอบก็ออกมาไม่มีการฆ่าตัดตอน วันนี้ยังไม่พอใจ พูดเรื่อย พูดอีก อีกทั้งรัฐบาลที่แล้วก็ตั้งใจแก้ปัญหายาเสพติดแต่วิธีการมันไม่ใช่ ทั้งนี้เมื่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ขึ้นมาก็เดินหน้าแก้ปัญหาต่อไป"
 

 

เขา กล่าวอีกว่า พอ พล.ต.อ.เพรียวพันธุ์ ดามาพงศ์ มาเป็นผบ.ตร.ก็จับยาได้มากขึ้น ยืนยันรัฐบาลนี้ไม่ฆ่าตัดตอน ยาเสพติดไม่ได้เกิดที่บ้านเรา แต่เกิดจากประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าไม่แก้ปัญหาให้ถูกจุดมันแก้ไม่ได้ ทุกคนเก่งหมด ไม่เก่งจะปราบได้ขนาดนี้เหรอ เพราะร่วมมือกัน รัฐบาลนี้พรรคเดียว รัฐบาลที่แล้ว มีหลายพรรค ทำให้ฝ่ายนโยบายไปทาง ฝ่ายปฏิบัติไปอีกทาง ตำรวจทั่วประเทศ ผมต้องขอให้ร่วมมือกัน เพราะรัฐบาลนี้มีตำรวจหลายคน ทั้งพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ปรึกษาผบ.ตร. พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ผมยศน้อยที่สุด ร.ต.อ.เฉลิม ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน

 

ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวว่า ก่อนอื่นตนขอขอบคุณพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ตนขอร้องให้ท่านช่วย เอารั้วลวดหนามไปปิดลำน้ำสายในประเทศไทยและเรื่องยาเสพติดเวลานี้     เป็นวาระแห่งชาติมันไม่พอแล้ว ต้องเป็นวาระแห่งภูมิภาค ต้องมีหุ้นส่วนทางความคิด ซึ่งตนจะไปประเทศจีนวันที่ 15-17 ก.พ. เพราะลำพังเราเอง เพื่อนบ้านไม่ฟัง ต้องขอร้องจีน ซึ่งมันก็ได้ผลระดับหนึ่ง 

 

 รองนายกฯ กล่าวอีกว่า เรากำลังจะปรับปรุงเรือนจำที่เขาบิน คลองไผ่ พิษณุโลก และระยอง เอาพวกขาใหญ่ไปขังรวมกัน ไม่อย่างนั้นปล้นทรัพย์ ชิงทรัพย์ เป็นโจรแล้ว พอเข้าไปเลยเป็นมหาโจร และกำลังจะเปิดดูข้อกฎหมาย ในการดักฟังโทรศัพท์จากเรือนจำ ที่สำคัญคือเราจะมีมาตรการยึดทรัพย์โดยเด็ดขาด ถ้าท่านค้ามีเงิน สุดท้ายก็จะไม่ได้ใช้เงิน เพราะรัฐบาลนี้มีมาตรการต่อเนื่อง จากเบาไปหาหนัก และยังให้กฤษฎีกายกร่างให้ผู้เสพเป็นผู้ป่วย จับไปบำบัดเลย 

 

“ทั้งนี้อยากขอให้นายกฯให้งบสำนักงานคณะกรรมการปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.)เพิ่มอีกหน่อย เพราะตอนนี้มันมีน้อยเกินไป” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

 

"ดีเอสไอ"เด้งรับนโยบายดักฟังโทรศัพท์คุกเป้าหมาย
 
 นายธาริต เพ็งดิษฐ์  อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)กล่าวถึงกรณีร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี สั่งการให้ศึกษากฎหมายเพื่อดักฟังโทรศัพท์จากเรือนจำต้องสงสัยว่า  กฎหมายให้อำนาจดีเอสไอในการดักข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงดักฟังโทรศัพท์ แต่การดำเนินการต้องได้รับอนุญาตจากศาล ไม่ใช่การดำเนินการโดยพลการ 

 

โดยวิธีการในภาพรวม  จะเริ่มต้นจากงานสืบสวนด้วยการใช้เครื่องมือพิเศษเข้าไปตรวจสอบว่า มีการใช้โทรศัพทม์ออกมาจากเรือนจำเป้าหมายหรือไม่ หากพบสัญญาณโทรศัพท์จะตรวจสอบหมายเลข  เพื่อนำข้อมูลไปขออนุญาตศาลดักฟังการสนทนา      และการติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ของหมายเลขดังกล่าว เพื่อให้ได้ข้อมูลว่า มีการติดต่อไปหาบุคคลใด พูดคุยกันอย่างไร และจะตรวจสอบขยายผลไปยังหมายเลขอื่นๆที่เชื่อมโยงเกี่ยวพันกับขบวนการ โดยวิธีการดังกล่าวจะทำให้ทราบถึงเครือข่ายยาเสพติดว่ามีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด

นายธาริต กล่าวอีกว่า นอกจากการตรวจสอบความเชื่อมโยงของขบวนการค้ายาเสพติดแล้ว จะตรวจกระแสเงินควบคู่กันไปด้วยว่า เครือข่ายในเรือนจำมีความเคลื่อนไหวทางการเงินอย่างไร  มีการทำธุรกรรมการเงิน โอนไปให้บุคคลใดบ้าง ซึ่งวิธีการสืบสวนดังกล่าวจะทำให้ได้ซึ่งเน็ตเวิร์กของเครือข่ายยาเสพติด

 

“การวิเคราะห์โครงข่ายการกระทำความผิดในลักษณะขบวนการ  ดีเอสไอได้ออกแบบโปรแกรม  ( ไอทู) ใช้สำหรับตรวจสอบความสัมพันธ์ โดยเชื่อว่าการสนธิกำลัง 4 หน่วยงาน    ระหว่างสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ดีเอสไอ กรมราชทัณฑ์ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)  จะทำให้สามารทำงานนโยบายปราบปรามยาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ”นายธาริตกล่าว

 

สำหรับพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษที่ให้อำนาจดีเอสไอเข้าถึงข้อมูลข่าวสารรวมถึงการดักฟังโทรศัพท์ ระบุอยู่ในมาตรา 25 ว่าในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า         เอกสารหรือข้อมูลข่าวสารอื่นใดซึ่งส่งทางไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องมือ                    หรืออุปกรณ์ในการสื่อสารสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศใด ถูกใช้หรืออาจถูกใช้ เพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษพนักงานสอบสวนคดีพิเศษซึ่งได้รับอนุมัติจากอธิบดีเป็นหนังสือจะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสารดังกล่าว  ซึ่งการขออนุญาตดักฟังโทรศัพท์จะกระทำได้คราวละ ไม่เกิน 90  วัน

 

อธิบดีคุกสั่ง ผบ.เรือนจำ ทำบัญชี จนท.พฤติกรรมต้องสงสัย

 พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงกรณีตรวจค้นเรือนจำ   แล้วพบโทรศัพท์มือถือซุกซอนในเรือนจำว่า      กรมราชทัณฑ์จะนำอุกปกรณ์การสื่อสารที่ตรวจค้นได้จากเรือนจำส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อตรวจยสอบว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติดภายในเรือนจำหรือไม่ แต่คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะระบุได้ว่า เป็นโทรศัพท์ของนักโทษรายใดบ้าง

 

ส่วนกรณีที่หลายคนสังสัยว่าทำไมเรือนจำปล่อยให้สิ่งของเหล่านี้ เข้าไปในเรือนจำ   เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ปล่อยปละละเลยหรือไม่ ตนอยากบอกว่าการตรวจค้นที่ผ่านมาสิ่งของที่พบไม่แน่ใจว่ามีการลักลบอบนำเข้าตั้งแต่เมื่อไหร่สมัยใดแต่หลังจากนี้สมัยที่ตนเป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้มอบนโยบายกับผู้บัญชาการเรือนจำทั่วประเทศ เมื่อวานนี้ (3 มกราคม) ชัดเจนว่าเกิดกรณีลักลอบ นำโทรศัพท์มือถือ และสิ่งของต้องห้ามอย่างอื่นเข้าเรือนจำ ผู้บัญชาการเรือนจำ ผบ.ส่วนควบคุม ผบ.แดน ผบ.สวัสดิการ เรือนจำ ต้องรับผิดชอบ ดังนั้น ให้ผู้บัญชาการเรือนจำกลับไปเตรียมความพร้อมตรวจสอบตรวจค้น เรือนจำของตนเองให้เรียบร้อย และต้องพร้อมประกาศเป็นเรือนจำสีขาว ให้หน่วยงานภายนอกเข้าตรวจสอบ

 

พ.ต.อ.สุชาติ กล่าวต่อว่า ได้สั่งการให้ผู้บัญชาการเรือนจำ กลับไปตรวจเจ้าหน้าที่ของเรือนจำว่าใครบ้างมีพฤติกรรม แต่ไม่มีหลักฐานทางกฎหมาย ว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับเครือข่าย ยาเสพติด โดยให้รายงานทางลับมายังอธิบดีกรมราชทัณฑ์โดยตรง ซึ่งคำสั่งดังกล่าวได้ตนได้ออกคำสั่งไปเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา แต่กระทั่งวันนี้ ยังไม่มีเรือนจำไหนรายงานกลับมายังกรมราชทัณฑ์แม้แต่เรือนจำเดียว

 

"เมื่อวานผมพูดกับ ผบ.เรือนจำ ตรงๆ และชัดเจนว่าหากหลังจากนี้มี เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติด ได้แล้ว หากมีหลักฐานเชื่อมโยงว่าเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ เข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการ แต่ถ้าตรวจสอบรายชื่อแล้วไม่พบว่าชื่อปรากฎ อยู่ในบัญชีรายชื่อกลุ่มเจ้าหน้าที่ต้องสงสัย ที่เสนอมายังผมรับทราบก่อน ผบ.เรือนจำต้องรับผิดชอบคงหลีกเลี่ยงไม่ได้         เพราะผบ.เรือนจำต้องใกล้ชิดค่อยสอดส่องดูแลพฤติกรรมลูกน้องไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ หากปกครองลูกน้องไม่ได้ ก็ไม่เหมาะสมกับการเป็นผบ.เรือนจำ" พ.ต.อ.สุชาติ กล่าว


 
 จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง @ jeerapong_nna , ปิยะนุช  ทำนุเกษตรไชย @ piyanut_nna
 

|