พ.อ.นที ศุกลรัตน์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และประธานคณะทำงาน 3จี กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง “3.9จี มิติใหม่สื่อสารไทย” จัดโดยบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น ว่า ร่างประกาศหลักเกณฑ์ประมูล 3จี ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว (ดูรายละเอียดหน้า 2)
จากนี้ คณะกรรมการจะเดินหน้าไปตามกรอบเวลาประมูล โดยจะเปิดให้ผู้สนใจประมูลยื่นซองเอกสารวันที่ 30 ส.ค.นี้ จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้น โดยจะใช้เวลา 15 วัน และจัดการประมูลช่วงวันที่ 22-28 ก.ย.
เขาย้ำว่า ประกาศร่างหลักเกณฑ์การให้ใบอนุญาต 3จี ฉบับนี้ เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ราคาเริ่มต้นประมูล 12,800 ล้านบาทเป็นราคาที่เหมาะสม และการไปโรดโชว์ที่จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่มีคำถามเกี่ยวกับราคาเริ่มต้นประมูล ขณะที่สูตรการประมูล (เอ็น-1) หรือจำนวนผู้เข้าร่วมประมูลลบด้วยหนึ่ง เป็นสูตรการประมูลที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการแข่งขัน และการให้ใบอนุญาตด้วยวิธีประมูลก็เป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด
ชี้3จีดันบรอดแบนด์เข้าถึงทั่วประเทศ 80%
“ถ้ามองว่า 3จี เป็นการออกใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ ใบอนุญาตคงเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น แต่เนื่องจากใบอนุญาต 3จี เป็นสิ่งที่นำไปสู่การใช้งานอินเทอร์เน็ตไร้สาย ซึ่งเทคโนโลยี 3จี จะทำให้คนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไร้สายถึง 80% ในระยะเวลา 4 ปี จากปัจจุบันที่มีคนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพียง 10%” พ.อ.นที กล่าว
การออกใบอนุญาต 3จี เป็นการเปลี่ยนอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศจากระบบสัมปทานสู่การให้ใบอนุญาต ถ้าให้ใบอนุญาต 3จี วันนี้ ต้องใช้เวลาอีก 4-5 ปี ถึงจะมีโครงข่ายโดยทั่วถึง และเป็นการกระจายการใช้งานจากเมืองสู่ชนบท ซึ่งเป็นพัฒนาการปรับเปลี่ยนของเทคโนโลยี 2จี สู่ 3จี
ส่วนโรดโชว์ในต่างประเทศได้รับผลตอบที่ดี โดยคณะได้ยืนยันว่า หากสนใจจะเข้าทำธุรกิจในไทยก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย ซึ่งทุกรายที่ กทช. เข้าพบก็เข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่าง เอ็นทีที โดโคโม ก็บอกเลยว่า ถือเป็นยุทธศาสตร์หลักของเขาที่จะขยายตลาดมาสู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ส่วนใหญ่ทุกรายจะบอกว่าไม่ต้องพรีเซ้นท์มาก เพราะได้ศึกษาเรื่องนี้มาก่อน "ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดี"
โดยเขาระบุว่า มี 2 บริษัทต่างชาติที่จะเข้ามาคุยรายละเอียด กับ กทช. ได้แก่ บริษัท โคเรีย เทเลคอม (Korea telecom) และบริษัทเทเลคอมมาเลเซีย ทั้งสัปดาห์หน้าจะไปเยือนบริษัทเทเลคอมในยุโรป ได้แก่ ดอยซ์เทเลคอม โวดาโฟน และออเรนจ์ รวมไปถึงทาทา กรุ๊ปของอินเดียด้วย ทั้งเตรียมจะบินไปพบบริษัทโทรคมนาคมในประเทศดูไบที่เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีศักยภาพมาก จากที่มีเงินทุนมาก
"ส่วนใหญ่ ความกังวลของต่างชาติ จะเป็นเรื่องการเข้ามาทำมาธุรกิจในไทย จะมีผู้บริหารเป็นคนไทยได้หรือไม่ แต่เราก็ยืนยันไปว่า หากจะเข้ามาทำธุรกิจในไทย ก็ต้องทำตามกฎเกณฑ์ของไทย โดยเฉพาะเป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการต่างด้าว"
นอกจากนี้ บริษัทโทรคมนาคมจีนก็สนใจ โดย กทช. ได้ไปพบบริษัทไชน่า โมบาย และไชน่ายูนิคอม โดยเฉพาะรายหลังต้องการเข้ามาลงทุนในไทย หากแต่ติดเรื่องการต้องขออนุญาตจากรัฐบาลจีน ซึ่งหากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ชักชวนไประดับรัฐบาลต่อรัฐบาล ไชน่ายูนิคอมก็จะสนใจมาก
"ผมมองว่า การโรดโชว์ไปยังต่างประเทศ เป็นเรื่องจำเป็น เพราะอย่างน้อยต่างชาติก็แสดงความสนใจเราอยู่ตลอด และทำการบ้านเรื่องการประมูล 3จี ในบ้านเราเป็นอย่างดี ซึ่งการโรดโชว์ คาดว่า จะเสร็จสิ้นประมาณสัปดาห์แรกของเดือนส.ค." พ.อ.นที กล่าว
นายโกศล เพ็ชร์สุวรรณ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมโทรคมนาคมฯ (TCT) กล่าวว่า กทช.น่าจะพิจารณาให้ใบอนุญาต 3จี กับ บริษัทโทรคมนาคมไทยตามความเหมาะสม เพราะ 3จีไม่ใช่การให้บริการโทรศัพท์มือถือที่ใช้งานเพียงโทรออก-รับสาย แต่เป็นเทคโนโลยีที่ใช้รับ-ส่งข้อมูล เป็นมิติใหม่ของประเทศ กทช. ต้องพิจารณาว่าทำอย่างไรถึงจะให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลมากที่สุด ตั้งแต่ระดับชนชั้นกลางลงไป โดยมีราคาค่าบริการที่เหมาะสม
โอเปอเรเตอร์ชี้ปลดล็อกอุตฯโทรคม
นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า บริษัทต้องการเห็นการประมูลใบอนุญาต (ไลเซ่น) ประกอบกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุค 3 จี IMT 2100 ที่ กทช.ยืนยันว่าจะสามารถเปิดประมูลได้เดือนก.ย. นี้ เนื่องจากใบอนุญาตใหม่ถือเป็นการปลดล็อกอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่เข้าสู่จุดอิ่มตัวเรื่องการบริการด้านเสียง (วอยซ์) เพียงอย่างเดียว
อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาความเสี่ยงหากเอไอเอสหมดสัญญาสัมปทานกับบมจ.ทีโอที อีก 5 ปีข้างหน้า คือปี 2558 เนื่องจากเอไอเอสเป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ จำเป็นต้องตอบคำถามนักลงทุนต่างชาติ และผู้ถือหุ้นว่าจะดำเนินการอย่างใดต่อไปเมื่อหมดสัญญาสัมปทาน การได้ใบอนุญาตใหม่จะช่วยตอบโจทย์นี้ได้ ส่วนความพร้อมในการเข้าประมูลไลเซ่นนั้น เอไอเอสได้เปิดวงเงินกู้กับสถาบันทางการเงินไว้ 5 แห่งแล้ว โดยงบลงทุนสำหรับการประมูลไลเซ่นเตรียมไว้มากกว่า 15,000 ล้านบาท
“เอไอเอสพูดตลอดว่าพร้อมจะเข้าประมูลไลเซ่น 3จี 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ของ กทช. เพราะเราจำเป็นต้องวางแผนการบริหารงานในอนาคต และไลเซ่นนี้ถือว่าใกล้ความจริงมากที่สุด ส่วนเรื่องการแปรสัญญาสัมปทานจากแนวคิดของกระทรวงการคลัง ก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีถ้าทำได้ แต่ตอนนี้ยังดูไม่มีความชัดเจนมากเท่าไร ดังนั้น เอไอเอสจึงให้ความสนใจกับการประมูล 3จีมากกว่า”
ส่วนภาพรวมของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม หากมีบริการ 3จี นั้น นายวิเชียร กล่าวว่า ในแง่ผู้ประกอบการนั้น การมีเทคโนโลยี 3จี จะช่วยลดรายจ่ายด้านการติดตั้งโครงข่าย สถานีฐาน หรืออุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ เนื่องจากอุปกรณ์ที่รองรับ 3จี มีราคาถูกกว่า 2จี ราว 40-50% อีกทั้ง ยังมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาน้อยกว่า 2จี ที่อุปกรณ์ หรืออะไหล่บางชิ้นตกรุ่นไปแล้ว และยังไม่มีอุปกรณ์ทดแทนด้วย
นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า การจะเข้าประมูลไลเซ่น 3จี หรือไม่ คงต้องรอความชัดเจนจากคณะกรรมการ (บอร์ด) เสียก่อน เพราะการประกาศร่างหลักเกณฑ์ฯ (ไอเอ็ม) ลงราชกิจจานุเบกษาวานนี้ (29 ก.ค.) ก็ต้องดูรายละเอียดของร่างฯ อย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การประมูลไลเซ่น 3จี ยังเป็นความเสี่ยงของผู้ลงทุน เนื่องจากต้องมีงบลงทุนจำนวนมาก และยังมีประเด็นเรื่องการจำกัดสิทธิการถือครองคลื่น (specturm cap) ด้วย
2ส.ค.หารือร่วมไอซีที-คลัง
สำหรับการแปรสัญญาสัมปทาน นายธนา กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้เจรจาร่วมกับคณะทำงานที่กระทรวงไอซีที และกระทรวงการคลังแต่งตั้งขึ้นมา 2-3 ครั้งแล้ว ซึ่งแนวทางก็เป็นไปด้วยดี โดยวันที่ 2 ส.ค. จะหารือกันอีกครั้งที่กระทรวงไอซีทีด้วย
สอดคล้องกับรายงานข่าวที่ว่าคณะทำงานศึกษาแนวทางการแปรสัมปทานเตรียมเรียกโอเปอเรเตอร์เข้าพบ 2 ส.ค. ที่กระทรวงไอซีที โดยมี นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.ไอซีที เป็นประธานที่ประชุม
ขณะที่กระแสข่าว บมจ.กสท โทรคมนาคม จะอนุญาตให้ดีแทคเปิดบริการ 3จี ผ่านเทคโนโลยีเอชเอสพีเอ บนคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ เขา เห็นว่า ยังเป็นเพียงกระแสข่าวเท่านั้น แต่หากเกิดขึ้นจริง และบอร์ด กสท พิจารณาอนุมัติได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่ก็ต้องศึกษารายละเอียดอีกครั้ง อย่างไรก็ดี ได้ลำดับความสำคัญกับการประมูล 3จีไว้เป็นสิ่งแรก ต่อมาคือการแปรสัญญาสัมปทาน และสุดท้ายคือการเปิด 3จี บนเอชเอสพีเอ
“บอกตรงๆ ตอนนี้ยังไม่อยากที่จะเชื่อข่าวที่ออกมา เพราะดีแทคเคยขออนุญาต กสท มา 2 ปีแล้ว ซึ่งหากมองในส่วนของ กสท เอง เขาจะพยายามปกป้องผลประโยชน์ให้องค์กร ทั้งนี้ คลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ ของ กสท จะแตกต่างจากคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ของ กทช. คือ ประสิทธิภาพการส่งสัญญาณจะไกลกว่า แต่มีข้อเสียคือ ดีแทคจะต้องส่งรายได้สัมปทานให้ กสท 30% ส่วนข้อดีคลื่น 2.1 ของ กทช. จะเป็นคลื่นที่ทั่วโลกใช้อย่างแพร่หลาย แต่จะต้องใช้งบประมาณลงทุนที่สูงกว่า”
นายธัช บุษฏีกานต์ ผู้อำนวยการด้านกฎหมายโทรคมนาคม และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎข้อบังคับ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า บริษัทเป็นผู้ให้บริการรายเล็กที่ยังเหลืออยู่ในตลาด ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีก็กำลังจะก้าวกระโดด
แม้จะไม่เห็นด้วยกับราคาการประมูลที่เริ่มต้น 12,800 ล้านบาท เพราะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค และยังไม่เห็นด้วยกับหลักเกณฑ์ N-1 แต่ก็ยอมรับว่าด้วยสภาพจำกัด และ ทรู มีลูกค้าที่ต้องดูแลอยู่ ดังนั้นการให้บริการ 3จี จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้ เพื่อลดช่องว่างการเข้าถึงบริการโทรคมนาคม อย่าง บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) แต่ถ้าค่าประมูลแพงเกินไป การบริการ ก็จะเกิดเฉพาะเมืองหลวง และเมืองใหญ่ ไม่เข้าถึงชนบทแน่นอน และจะยิ่งทำให้ภาระการใช้ค่าบริการกลับไปยังลูกค้า
ผู้ให้บริการคอนเทนท์เร่งปรับตัว
นายปราโมทย์ สุดจิตพร กรรมการผู้จัดการ บมจ.เอเชียซอฟต์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การที่ประเทศไทยมี 3จี จะทำให้การนำเสนอคอนเทนท์ที่มีทั้งภาพและเสียงสมบูรณ์มากขึ้น ซึ่งส่วนของเกม การมีเทคโนโลยี 3จี ไม่ค่อยมีผลกับธุรกิจเกม เพราะ 3จี เป็นเทคโนโลยีที่ใช้งานบนคลื่นความถี่ที่มีปัจจัยเรื่องของสภาวะอากาศแปรปรวนที่ทำให้การส่งสัญญาณไม่แน่นอน ต่างจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตแบบมีสายตามบ้าน เช่น ในประเทศเกาหลีคนยังนิยมใช้อินเทอร์เน็ตตามบ้านในการเล่นเกม
เมื่อ 3จี ให้บริการแล้วจะยิ่งทำให้คอนเทนท์ที่เป็นภาพและเสียง รวมถึงเนื้อหา และบริการประเภทเพย์เมนท์ บริการด้านการธนาคารผ่านมือถือ และธุรกิจอีคอมเมิร์ซจะเติบโต และขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น ที่สำคัญจะทำให้บริการต่างๆ ใหม่ๆ เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานได้เร็ว และดีขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการคอนเทนท์ก็ต้องปรับตัว เพื่อหาแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ที่เหมาะสมมาให้บริการ
นายอาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล ผู้อำนวยการสายงานออนไลน์บิซิเนส บมจ. อาร์เอส กล่าวว่า ตั้งแต่แอ๊ปเปิ้ลมีไอพอดและไอจูน เมื่อ 9 ปีที่แล้ว ทำให้ธุรกิจเพลงเปลี่ยนไป ปัจจุบันไอจูนมียอดขายเพลงเอ็มพี 3 ปีละ 1 หมื่นล้านเพลง คิดเป็น 80% ของตลาดเพลงเอ็มพี 3 ในอเมริกา โดยสิ่งที่ทำให้ธุรกิจเพลงเอ็มพี 3 ในอเมริกา เติบโต คือการมีบริการ 3จี ซึ่งไทยยังอยู่กับเทคโนโลยี 2.5จี
ขณะที่การใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ก็ยังน้อย ทำให้ประชาชนเข้าถึงคอนเทนท์ที่มีได้น้อย ในขณะที่การผลิตคอนเทนท์ของคนไทยเทียบเท่ากับการผลิตของคอนเทนท์ในประเทศอื่นๆ
“อาร์เอสเตรียมพร้อมก้าวสู่ 3จี มาระยะหนึ่งแล้ว โดยเตรียมพร้อมปรับพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเรื่องของลิขสิทธิ์เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งต้องทำให้ผู้บริโภครู้ว่าเพลงที่ดาวน์โหลดต้องจ่ายเงิน เพื่อดูว่ารูปแบบไหนเหมาะสมกับการใช้งาน 3จี” นายอาทิตย์ กล่าว
นายชเยศ อิสวาระมุนี นักวิเคราะห์จาก ฟรอสต์ แอนด์ ซุลลิแวน กล่าวว่า ทันทีที่โครงข่าย 3จี สามารถเปิดใช้บริการในไทยอย่างเต็มรูปแบบ คาดว่าจำนวนผู้ใช้งานมือถือแบบโพสต์เพดจะเพิ่มขึ้นอย่างมากกว่าแบบพรีเพดซึ่งเป็นที่นิยมในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ให้บริการพยายามที่จะรักษาฐานลูกค้าไว้ให้ได้ในขณะที่ตลาดถึงจุดอิ่มตัว
เขาประเมินว่า รายได้ของโอเปอเรเตอร์จะเพิ่มขึ้นกว่าเดิมไม่ต่ำกว่า 8-9% และบริการด้านข้อมูล จะกลายเป็นตัวทำรายได้หลักให้โอเปอเรเตอร์ในประเทศไทย


ทุ่ม1.7หมื่นล้านขึ้นเงินเดือนขรก.ไม่เกินซี7
224นักคิด-เอ็นจีโอหนุนนิติราษฎร์แก้ม.112
ส่งออกข้าวไทยม.ค.ดิ่ง52%ลูกค้าหันซื้ออินเดีย
อังกฤษแบนโฆษณา'ลอรีอัล'ในนิตยสาร